ไลฟ์สไตล์

หนังใหญ่2จว.ปลุกคนไทยรักษามรดกชาติ

หนังใหญ่2จว.ปลุกคนไทยรักษามรดกชาติ

13 ส.ค. 2554

เผยไทยขึ้นทะเบียน 50 มรดกจับต้องไม่ได้ระดับชาติไว้ตั้งแต่ปี 52 แล้ว ศิลปินแห่งชาติ ซัด งี่เง่า ค้านขึ้นทะเบียนท่ารำกับยูเนสโก ด้านหนังใหญ่ 2 จว. "ราชบุรี-สิงห์บุรี" ออกโรงเรียกร้องคนไทยร่วมกันรักษามรดกชาติ

           13 ส.ค.54 ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ขณะที่ไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอตัวเข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของยูเนสโก เพื่อเป็นการปกป้องและอนุรักษ์ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้มีการขึ้นทะเบียนวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ หรือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยในระดับชาติไว้แล้ว เพื่อเป็นฐานข้อมูลด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีในอาณาเขตประเทศไทย

           ทั้งยัง ปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นการเคารพมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชุมชน กลุ่มชน และปัจเจกบุคคล เพื่อเพิ่มความตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ และรองรับการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของยูเนสโก แบ่งเป็น 6 สาขาด้วยกัน คือ 1. มุขปาฐะ รวมถึงภาษาในฐานะพาหะของมรดกวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้ 2.ศิลปะการแสดง 3. แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาลต่างๆ 4.ความรู้และวิถีปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล 5.งานช่างฝีมือดั้งเดิม 6. การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว

           “การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านภาษาพูด ดนตรี การฟ้อนรำ ประเพณี งานเทศกาล ความเชื่อ ความลับของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเร่งด่วน เป็นสิ่งซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหาย

           เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกกระแสโลกาภิวัตน์ วัฒนธรรมจากภายนอกที่ส่งผ่านเข้ามา ส่งผลให้เกิดกระแสนิยมของคนในสังคมอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการขาดความเอาใจใส่ และการตระหนักในความสำคัญของสิ่งที่เป็นเครื่องเชื่อม ยึดโยงจิตวิญญาณของความเป็นไทยมาแต่เดิม ประการสำคัญ คุณลักษณะของมรดกภูมิปัญญาดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือเมื่อมีการแสดงออกจบแล้ว ภาพที่ปรากฏจะสูญหายไป จึงทำให้ถูกลืมได้ง่ายหรือไม่เป็นที่รู้จัก

           นอกจากนี้ ในปัจจุบันมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมบางอย่างยังถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือถูกนำไปใช้อย่างไม่เหมาะสมอีกด้วย”ศ.ดร.อภินันท์ กล่าว

           อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า ในปี 2552 สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติขณะนั้น ได้จัดพิธีประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 25 รายการ ได้แก่ สาขาศิลปะการแสดงประกอบด้วย จำนวน 3 ประเภท 12 รายการ ดังนี้ ประเภทการแสดง ได้แก่ โขน หนังใหญ่ ละครชาตรี (ภาคกลาง) โนรา หนังตะลุง (ภาคใต้) ประเภทดนตรี ได้แก่ สะล้อ ซอ ปิน (ภาคเหนือ)

           ประเภทเพลงร้องพื้นบ้าน ได้แก่ ซอล้านนา (ภาคเหนือ) หมอลำพื้น หมอลำกลอน ลำผญา เพลงโคราช (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ดีเกร์ฮูลู (ภาคใต้)

           สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม มี จำนวน 8 ประเภท 13 รายการ ดังนี้ ประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า ได้แก่ ซิ่นตีนจก (ภาคเหนือ) ผ้าแพรวา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ผ้าทอนาหมื่นศรี (ใต้)

           ประเภทเครื่องจักสาน ได้แก่ ก่องข้าวดอก (ภาคเหนือ) เครื่องจักสานย่านลิเภา (ภาคใต้) ประเภทเครื่องปั้นดินเผา ได้แก่ เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง (ภาคเหนือ) ประเภทเครื่องโลหะ ได้แก่ มีดอรัญญิก กระดิ่งทองเหลือง (ภาคกลาง) กริช (ภาคใต้) ประเภทเครื่องไม้ ได้แก่ เกวียนสลักลาย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ประเภทเครื่องหนัง ได้แก่ รูปหนังตะลุง (ภาคใต้)

           ประเภทเครื่องประดับ ได้แก่ เครื่องทองโบราณสกุลช่างเมืองเพชร (ภาคกลาง) และประเภทงานศิลปกรรมพื้นบ้าน ได้แก่ ปราสาทศพสกุลช่างลำปาง (ภาคเหนือ)

           ต่อมาปี 2553 ได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อีก 25 รายการ ดังนี้ สาขาศิลปะการแสดง จำนวน 2 ประเภท 6 รายการ ประกอบด้วย ประเภทดนตรี ได้แก่ ปี่พาทย์ ประเภทการแสดง ได้แก่ ละครใน หุ่นกระบอก ลิเกทรงเครื่อง รำเพลงช้า - เพลงเร็ว แม่ท่ายักษ์ - ลิง สาขางานช่างฝีมือดั้งเดิม จำนวน 2 ประเภท 3 รายการ ประกอบด้วย ประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า ได้แก่ ผ้ายก ผ้ามัดหมี่ ประเภทเครื่องโลหะ ได้แก่ การปั้นหล่อพระพุทธรูป

           สาขาวรรณกรรมพื้นบ้าน จำนวน 3 ประเภท 15 รายการ ประกอบด้วย ประเภทนิทาน / ตำนานพื้นบ้านได้แก่ นิทานศรีธนญชัย นิทานสังข์ทอง นิทานขุนช้างขุนแผน ตำนานพระแก้วมรกต ตำนานพระเจ้าห้าพระองค์ ตำนานดาวลูกไก่ ตำนานพระเจ้าเลียบโลก ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ตำนานพญาคันคาก ประเภทบทสวดหรือบทกล่าวในพิธีกรรม ได้แก่ บททำขวัญข้าว บททำขวัญนาค บททำขวัญควาย ประเภทตำรา ได้แก่ ตำราแมวไทย ตำราเลขยันต์ สาขากีฬาภูมิปัญญาไทย ประเภทศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว ได้แก่ มวยไทย

           นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กล่าวว่า ตนมองว่าท่ารำของไทยกับกัมพูชามีท่าทางใกล้เคียงกัน แต่ลักษณะการร่ายรำ ถ่ายทอดอารมณ์ ไม่มีทางเหมือนกันได้ เพียงแค่กระดิกปลายนิ้วก็ต่างกันแล้ว

           ส่วนการจดทะเบียนท่ารำกับยูเนสโกนั้น ตนมองว่า เป็นเรื่องงี่เง่า เพราะการจดทะเบียนท่ารำทำให้ไม่เกิดการพัฒนา ศิลปวัฒนธรรม จะต้องมีการพัฒนาท่ารำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หากไปจดทะเบียนแล้วการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นก็ต้องหยุดตามไปด้วย ในขณะเดียวกัน ศิลปวัฒนธรรม เป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก หากเราไปจำกัดจินตนาการ จินตภาพ ก็เหมือนการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางด้านความรู้สึก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วงในยุคนี้ ที่สังคมเปิดกว้างสิทธิเสรีภาพแต่มักชอบจำกัดเสรีภาพทางด้านจินตภาพหรือจินตนาการ เช่น การสร้างมิวสิควีดีโอเพลงทุกวันนี้ เป็นการจำกัดจิตตภาพ เป็นการสร้างจินตภาพสำเร็จรูปมาให้ผู้คน ทำให้คนฟังเพลงไม่ได้มีจินตนาการเป็นของตนเอง เป็นต้น การจดท่ารำก็เช่นกันเป็นการจำกัดการพัฒนา จำกัดสิทธิทางอารมณ์ของมนุษย์

           “การร่ายรำท่าทางต่างๆในภูมิภาคเอเชียนี้ จะบอกว่าเป็นของใคร ใครเป็นต้นกำเนิดนั้นยาก ท่ารำบางอย่างที่เรามีทางเอเชียใต้เขาก็มี การเต้นของไทยเองก็รับเอามาจากอินเดียก็มี ของไทยถ่ายทอดไปยังกัมพูชา ลาว ก็มี อย่างรามเกียรติ์หลายชาติก็มี ผมจึงเห็นว่า ศิลปะ นาฏศิลป์ ต่างๆของไทยหรือชาติไหนๆที่งดงามเหล่านี้ ไม่ควรที่จะจดทะเบียน เพราะมันคือ เรื่องของอารมณ์และความรู้สึก เป็นสิ่งที่งดงามของมวลมนุษย์ที่ควรจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันในการทำให้เกิดการพัฒนาทางศิลปะ เกิดจินตนาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน”ผู้ทรงคุณวุฒิ ในกวช.กล่าว

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายละเอียดที่จดทะเบียน เดอะรอยัลบัลเล่ต์ของกัมพูชา ได้อธิบายไว้ในเว็บไซต์ยูเนสโกว่า สำหรับท่าทางมือสง่างามและเครื่องแต่งกายสวยงาม, รอยัลบัลเล่ต์ของกัมพูชายังเป็นที่รู้จักของชาวเขมรเต้นรำคลาสสิก, มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเขมรมานานกว่าหนึ่งหมื่นปี การแสดงแบบดั้งเดิมที่จะมาพร้อมกับพระราชพิธี เช่น แต่งงาน, งานศพหรือวันหยุดเขมร รูปแบบศิลปะนี้ซึ่งหลบหนีการทำลายล้างอย่างหวุดหวิดในปี 1970 เป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมเขมร

           ทั้งนี้ การแสดงที่แสดงอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งความกลัวและความโกรธกับความรักและความสุข โดยนักเต้นได้รับการพิจารณาทูตของกษัตริย์'เพื่อพระเจ้าและเพื่อให้บรรพบุรุษ อย่างไรก็ตาม The Royal Ballet ได้สดุดหยุดกับที่เมื่อกัมพูชาอยู่ภายใต้การปกครองกดขี่ของเขมรแดงที่ตัดออกเกือบทั้งหมดต้นแบบนักเต้นและนักดนตรี ปี 1979 การเต้นรำละครโบราณจึงกลับมา แต่ยังคงประสบปัญหา เช่น การขาดเงินทุนและประสิทธิภาพการทำงานของพื้นที่ที่เหมาะสมการแข่งขันจากสื่อที่ทันสมัย ยง

           ส่วน Sbek Thom หรือ เขมรเงาโรงละคร เป็นการแสดงมาแต่โบราณ หลังจากการล่มสลายของนครในศตวรรษที่ 15 ที่โรงละครเงาการพัฒนาหุ่นกระบอกที่ทำจากชิ้นส่วนของเครื่องหนังในพิธีพิเศษสำหรับตัวละครที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าและเทวดา ทำจากเปลือกไม้ ช่างวาดรูป ทาสีก่อนที่จะแนบไปกับไม้ไผ่ แสดงโดยมีนักเต้นในการควบคุมหุ่น เป็นการแสดงกลางแจ้ง ฉากหลังสีขาวขนาดใหญ่ที่จะจัดขึ้นระหว่างสองหน้าจอไม้ไผ่สูง ในด้านหน้ามีไฟขนาดใหญ่หรือในปัจจุบันเรียกว่า โปรเจ็คเตอร์ เงาของ silhouettes หุ่นเชิดของจะถูกฉายลงบนหน้าจอสีขาว นำหุ่นเชิดอย่างมีชีวิตที่มีความแม่นยำและโดยเฉพาะขั้นตอนการเต้นรำ แสดงพร้อมกับวงออเคสตรา มีแรงบันดาลใจจาก Reamker ที่รุ่นเขมรของรามเกียรติ์ ถูกทำลายภายใต้ระบอบการปกครองปราบปรามเขมรแดง ปี 1979 Sbek ถมได้รับการฟื้นฟูอีกครั้ง

 

ชาวสิงห์บุรี หวั่น เขมร ขโมย "หนังใหญ่" จดทะเบียน

 

          จากกรณีประเทศกัมพูชานำท่ารำท่าจีบ และหนังใหญ่ ไปจดทะเบียน กับยูเนสโก ทำให้หลายคนหวั่นวิตกว่าวัฒนธรรมหนังใหญ่กำลังจะถูกต่างชาติกลืนกินไปจากวัฒนธรรมไทย โดยจังหวัดสิงห์บุรี เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ได้มีการอนุรักษ์หนังใหญ่ ที่วัดสว่างอารมณ์ ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ซึ่งเป็นสถานที่เก็บหนังใหญ่กว่า 300 ตัว และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ที่เปิดให้ประชาชนได้ศึกษาและเข้าชมหนังใหญ่

          นายดำรง ปิ่นทอง อายุ 73 ปี ที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ อยู่บ้านเลขที่ 1/1 ม.3 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรีได้เล่าว่า หนังใหญ่เป็นมหรสพที่เก่าแก่ของประเทศไทยที่มีความเป็นมาที่ยาวนาน สมัยก่อนจะมีการแสดงแต่ในรั้วในวังเท่านั้น เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกบรรดาศิลปินก็ได้แยกย้ายกันไป เมื่อเข้าสู่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์บรรดาศิลปินได้ออกมาออกหนังเร่ตามที่ต่างๆ

          ด้านพระครูสิงหมุนี หรือหลวงพ่อเรือง ได้มาสร้างวัดสว่างอารมณ์และได้รวบรวมหนังใหญ่จากฝีมือช่าง ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเอาไว้ และได้ให้ช่างพื้นบ้านที่มีความรู้ด้านจิตกรรมสร้างหนังใหญ่ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันชาวบ้านได้ช่วยกันอนุรักษ์หนังใหญ่เอาไว้ เพื่อสืบทอดให้คนรุ่นหลัง โดยได้มีชาวบ้านได้ช่วยกันซ่อมบำรุงตัวหนังใหญ่ที่ชำรุด และได้แกะสลักตัวหนังใหญ่ขึ้นมาใหม่ ซึ่งในปัจจุบัน ในประเทศไทยที่ได้รวบรวมหนังใหญ่เอาไว้ ก็มีที่วัดสว่างอารมณ์แห่งนี้ และที่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี

          เขาบอกว่า ฐานะที่เป็นคนในชุมชนที่มีการอนุรักษ์หนังใหญ่ ก็อยากจะฝากถามรัฐบาลว่า ในขณะที่ต่างประเทศได้มีการจดลิขสิทธิ์หนังใหญ่ รัฐบาลได้มีการเหลียวแลในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง และไม่ใช่แค่เพียงหนังใหญ่เท่านั้น มรดกวัฒนธรรมต่างๆของชาติ รัฐบาลได้มีการต่อสู้ขนาดไหนในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม

          "อยากฝากเป็นการบ้านกับรัฐบาลว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะตื่นกันซะที ที่จะทำอะไรเป็นประโยชน์ที่เป็นการอนุรักษ์มรดกอันล้ำค่าของชาติเอาไว้บ้าง ลืมกันไปหมดแล้วนะวัฒนธรรมเก่า ๆ เราถูกเขาขโมยไปจดลิขสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นข้าวก็ดี พืชสมุนไพรก็ดี และจะลามปามมาถึงเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี การแสดงของเราแล้ว ฝากรัฐบาลเป็นการบ้านว่า ทำอย่างไรจะเกิดการอนุรักษ์ เกิดการหวงแหนและเกิดการขึ้นบัญชีขึ้นมา เพื่อให้วัฒนธรรมของไทยยังเป็นของคนไทยต่อไปในอนาคต"

          ด้านนายอาวุธ ศุภนคร อายุ 76 ปี ผู้สืบทอดและอนุรักษ์หนังใหญ่ อยู่บ้านเลขที่ 37 ม.5 เป็นช่างแกะสลักหนังใหญ่ที่มีความหวงแหนในตัวหนังใหญ่เป็นอย่างมาก โดยสืบทอดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เพราะเกรงว่าหนังใหญ่จะสูญหายไปจากชุมชน จึงได้อุทิศตนเป็นช่างแกะสลักหนังใหญ่โดยไม่มีเงิน

          นายอาวุธได้เล่าให้ฟังว่า หนังใหญ่แต่ละตัวต้องใช้เวลาแกะสลักนานนับเดือนเลยทีเดียว หนังที่ใช้แกะสลักเป็นหนังวัว หรือหนังควาย ซื้อมาราคาประมาณ 3000 บาท ซึ่งงบประมาณตรงนี้ชาวบ้านเป็นผู้เรี่ยไรหาซื้อกันเอง ที่ผ่านมาก็มีหน่วยงานราชการเข้ามาเหลียวแลบ้างแต่ก็มีแต่โครงการ

          "หากมัวเราแต่งบประมาณของทางราชการคงไม่ทัน เพราะทุกวันนี้ตัวหนังใหญ่ก็เริ่มชำรุดทรุดโทรม ผมและชาวบ้านบางส่วน ได้ช่วยกันนำตัวหนังใหญ่ที่ชำรุดทรุดโทรมมาช่วยกันซ่อม ตัวไหนซ่อมได้ก็ซ่อม ตัวไหนซ่อมไม่ได้ก็ต้องแกะสลักใหม่ ส่วนตัวไม่ได้คิดเรื่องเงินทอง แต่คิดที่จะอนุรักษ์ตัวหนังใหญ่"

          ส่วนในเรื่องที่ต่างชาติ ได้จดลิขสิทธิ์หนังใหญ่นั้น เขาเองก็คงไปทำอะไรเขาไม่ได้ แต่หนังใหญ่ที่เขาแกะสลักทุกตัว ไม่มีใครสามารถเอาไปได้ อยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ เพราะไม่รู้ว่า เขาเองจะสามารถรักษามันไว้ได้นานแค่ไหน

          "มรดกของชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันหวงแหน ไม่ใช่เพียงชนกลุ่มเล็กหรือใครคนใดคนหนึ่งที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษามรดกของชาติเอาไว้ นี้คงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรลุกขึ้นมาช่วยกันคิดว่าเราจะรักษามรดกของชาติไว้อย่างไร หรือต้องรอให้มรดกของชาติตกไปอยู่ในมือของต่างชาติเสียก่อนแล้วค่อยลุกขึ้นมาเรียกร้องขอคืน"นายอาวุธ กล่าว

 

ราชบุรี เปิดตำนานหนังใหญ่วัดขนอน  สืบทอดจากรัชกาลที่ 5

 

          พระครูพิทักษ์ศิลปาคม (นุชิต  วชิรวุฑโฒ) เจ้าอาวาสวัดขนอน  ต.สร้อยฟ้า  อ.โพธาราม  จ.ราชบุรี  ซึ่งเป็นศูนย์รวมความรู้และเผยแพร่หนังใหญ่  จนทำให้ได้ชื่อว่า วัดขนอนหนังใหญ่ และได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโก  ด้านการสืบทอดและฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอน และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม ในปี   2550  เปิดเผยว่า หนังใหญ่ของประเทศไทยนั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มากกว่า 500 ปี โดยศิลปะชนิดนี้นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศอินเดีย และเข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วง อาณาจักรศรีวิชัย ทางตอนใต้ของประเทศไทย

          ทั้งนี้ เริ่มมาจากหนังตัวเล็กๆคือ หนังตะลุงของทางภาคใต้ แต่ต่อมาก็มีการแกะหนังให้ตัวใหญ่ขึ้น และสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้โปรดเกล้าให้นำมาเล่นถวาย จึงทำให้หนังใหญ่กลายเป็นศิลปการแสดงชั้นสูง และจะเล่นเฉพาะในพระราชพิธีสำคัญ หรือไว้คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเท่านั้น

          ต่อมาในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ตอนปลายบ้านเมืองถูกทำลาย ศิลปะต่างๆก็ถูกทำลายไปด้วย  ซึ่งก็รวมถึงตัวหนังใหญ่ซึ่งทำให้งานศิลปะในช่วงนั้นหมดไป  แต่ต่อมาในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ และให้ขยายไปตามชุมชน ซึ่งก็จะไปอยู่ตามวัด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของชุมชน  จะเห็นว่ามีหลายวัดเช่น  หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย  จ.เพชรบุรี  หนังใหญ่วัดดอน จ.ระยอง  หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี และหนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี  

           สำหรับหนังใหญ่วัดขนอนนั้น สร้างขึ้นในสมัยสมัย ร.5 โดย พระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) อดีตเจ้าอาวาส วัดขนอน ที่มีความคิดจะสร้างตัวหนังที่มีอยู่แล้วให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม จึงได้ชักชวนครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพ่วง มาร่วมกันสร้าง

          ทั้งนี้ ชุดแรกที่สร้างคือ ชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมาได้สร้างเพิ่มอีกรวม 9 ชุด ปัจจุบันมีตัวหนัง 313 ตัว นับเป็นสมบัติวัดที่ได้ร่วมรักษาสืบทอดกันมา เป็นเพียงวัดเดียวที่มีมหรสพเป็นของวัด มีตัวหนัง และคณะหนังใหญ่ที่สมบูรณ์อยุ่ในความอุปถัมป์ของวัดสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ 

          "คนไทยจะรู้จักหนังใหญ่วัดขนอน หนังใหญ่จึงมีคุณค่า ทางศิลปะสูง และแสดงถึงอัจฉริยภาพของบรรพบุรุษไทย  ซึ่งท่วงท่าลีลาการเล่นหนังใหญ่ของวัดขนอนนั้นก็จะอ่อนช้อย งดงาม ส่วนตัวหนังที่แกะสลักเป็นตัวละครก็จะมีความงาม ละเอียดอ่อนประณีต เป็นลวดลายไทย หนังที่ใช้ก็จะเป็นหนังที่ถูกฆ่าเซลล์แล้ว จะทำให้ไม่ย่นหรือเปื่อยง่ายเมื่อโดนความชื้น"

          สำหรับเนื้อเรื่องที่ใช้เล่น ก็จะมี รามเกียรติ์ชุดหนุมานถวายแหวน  และเผากรุงลงกา  ชุดสหัสสกุมาร  และชุดศึกอินทรชิต ซึ่งก็แทบจะไม่แตกต่างจากหนังใหญ่ของกัมพูชาเลย เพราะหนังใหญ่ของกัมพูชานั้น ก็ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเดียวกันกับไทย  

          ทั้งนี้ ในส่วนของตัวหนังก็คล้ายกัน วิธีแกะสลักก็คล้ายกัน ใช้เครื่องดนตรีชนิดเดียวกัน ส่วนที่แตกต่างก็คือชื่อที่เรียกหนังใหญ่ ก็จะเป็นชื่อตามที่กัมพูชาตั้งขึ้น และท่วงท่าการเล่นที่ค่อนข้างร้อนแรง อึกระทึก และเร้าใจ  

          "เมื่อกัมพูชานำไปขึ้นทะเบียนก็ต้องดูว่า นำไปขึ้นแบบใด เพราะเรื่องของศิลปวัฒนธรรมนั้น ไม่น่าจะมีลิขสิทธิ์ ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรม นักอนุรักษ์ รวมถึงช่างศิลป์ทั้งหลายก็จะต้องหันกลับมามองหนังใหญ่ และให้ความสำคัญให้มากขึ้น และต้องดำเนินการวิเคราะห์หรือวิจัยว่า ควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป กับหนังใหญ่ของไทย หรือจะปล่อยให้กัมพูชานำศิลปะต่าง ๆ ที่ได้รับอิทธิพลมาเหมือนกับประเทศไทย นำไปขึ้นทะเบียนทั้งหมด โดยไม่ทำอะไรเลย"