ไลฟ์สไตล์

“ผู้หญิงกับงานวัฒนธรรม”

“ผู้หญิงกับงานวัฒนธรรม”

11 ส.ค. 2554

“ผู้หญิงกับงานวัฒนธรรม” : หัวใจไทย วันที่ 11 ส.ค.2554

           หากเราได้ย้อนกลับไปดูบทบาทของผู้หญิงในสังคมไทยเมื่อครั้งอดีต เราจะเห็นได้ว่าสังคมไทยแต่เดิมนั้นไม่เคยดูถูกเหยียดหยามหรือกดขี่ผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำผู้หญิงยังเป็นใหญ่ในเชิงปฏิบัติในวิถีชีวิตประจำวันของสังคมนี้ด้วย หรือหากจะสรุปว่าผู้หญิงคือผู้จัดการวัฒนธรรมไทยมาแต่ครั้งอดีตก็คงเป็นข้อสรุปที่ไม่เกินความจริงนัก มิฉะนั้นแล้วพฤติกรรม “การเข้าทางหลังบ้าน” คงจะไม่ถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันเป็นแน่

            หากสมมติฐานที่ว่าภาษาเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นความเป็นไปของวัฒนธรรมในแต่ละสังคมเป็นความจริง และวัฒนธรรมคือวิถีการดำเนินชีวิตของคนในแต่ละสังคม เราคงไม่ต้องสงสัยว่าเหตุใดจึงมีศัพท์ในภาษาไทยอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ใช้เรียกขานสิ่งซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตและแสดงสภาวะเป็นผู้นำด้วยศัพท์ที่มีนัยแฝงว่าเป็นเพศหญิงทั้งสิ้น อาทิ แม่พิมพ์ แม่ทัพ แม่น้ำ แม่แบบ แม่กอง แม่พระ แม่ไม้ แม่ลาย แม่สี แม่บท

            ถึงแม้ปัจจุบันนี้ผู้ที่เรียกร้องสิทธิสตรีจะพยายามทำให้เรามองว่าสังคมไทยกีดกันความเสมอภาคทางเพศ แต่หากมองไปให้รอบและกว้างขึ้นสักนิด จะเห็นว่าผู้หญิงไทยมีบทบาททางเศรษฐกิจและสังคมสูง เมื่อเทียบกับอีกหลายวัฒนธรรมในโลก รวมทั้งในโลกตะวันตกบางประเทศด้วย

            การที่บทบาทของผู้ชายโดดเด่นขึ้นในสังคมดังที่เป็นภาพหลอกตาในปัจจุบัน เป็นผลมาจากการที่ผู้นำไทยไปรับเอาวัฒนธรรมที่เน้นความไม่เสมอภาคทางเพศมาจากฝรั่งทางหนึ่งและศาสนาอีกทางหนึ่งเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา แล้วก็ใช้เป็นมาตรฐานสอนลูกหลานให้ยอมรับถือปฏิบัติ จนกลายเป็นมาตรฐานทางประเพณีที่เป็นอุดมคติของเพศสภาพและความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพของชนชั้นนำไทยสืบมาจนถึงทุกวันนี้

            แต่หากดูกันไปแล้ว คนไทยทั่วไปก็ไม่ได้ยึดถือมาตรฐานนี้อย่างจริงจังกันสักเท่าไร เพราะคนที่ไม่ทำตามก็ได้รับผลเพียงแต่ก็ถูกคนที่ถือปฏิบัติตำหนิติเตียน แต่ไม่ได้ถูกลงโทษอย่างหนักเหมือนประเทศที่เขากดขี่ทางเพศกันจริงๆ ที่อาจจะเห็นเป็นรูปธรรมสักหน่อยก็คงเป็นการใช้อำนาจรัฐที่ผู้ชายถือครองอยู่เป็นส่วนข้างมาก มาออกเป็นกฎข้อบังคับเพื่อบีบบังคับจนถึงลงโทษคนที่ไม่ยึดถือมาตรฐานทางเพศสภาพแบบฝรั่งโบราณที่ว่านี้

            จากที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น เราคงต้องยอมรับความจริงว่าผู้หญิงในสังคมไทยนั้นเป็นผู้มีบทบาทในการจัดการเกี่ยวกับวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมของสังคมที่เธออยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่บางครั้งอาจจะไม่เห็นอย่างชัดแจ้งนักในลักษณะที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้อาจจะมาจากการให้เกียรติผู้ชาย เพราะรู้และเข้าใจในนิสัยของคนที่อยู่ในเพศนี้ที่ต้องอยู่ด้วยกันในสังคม แต่ในมุมมองของการรับรู้แล้วคงไม่มีใครปฏิเสธเลยว่าการยอมให้ในสิ่งเล็กน้อย แต่ได้ครองประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าไว้ คือปรัชญาในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพอย่างแท้จริง

            แล้วอย่างนี้ การที่จะมีรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้หญิงอีกสักครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดมิใช่หรือ


           ตาวัฒน์ [email protected]