ไลฟ์สไตล์

โฆษณา"ฆ่า" เด็ก

โฆษณา"ฆ่า" เด็ก

26 เม.ย. 2552

แฉโฆษณา "ขนมเด็ก" ในไทยมากที่สุดในโลก 42 ครั้งต่อชั่วโมง เกินกฎหมายกำหนด งัดทุกกลยุทธ์เพื่อให้เด็กติด ส่งผลเด็กไทยสุขภาพทรุด ทั้งไตเสื่อม เบาหวาน โรคหัวใจ

 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคร่วมกับเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ออกมาเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า เด็กไทยซื้อขนม-น้ำอัดลมสูงถึงวันละ 135 ล้านบาท หรือปีละ 5 หมื่นล้านบาท โดยงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า การบริโภคสิ่งเหล่านี้ทุกวันทำให้เด็กรุ่นใหม่มีปัญหาสุขภาพอย่างหนัก เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ ฟันผุ ฯลฯ นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า "โฆษณาทีวี" เป็นหนึ่งในรากเหง้าของปัญหานี้

 "โครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม" หรือ มีเดีย มอนิเตอร์ เก็บข้อมูลโฆษณาในรายการโทรทัศน์สำหรับเด็ก ระหว่างวันที่ 1-14 มีนาคม 2551 ยืนยันได้ว่า รายการเด็ก 67 รายการ เกือบทั้งหมดทำผิดกฎหมาย เช่น โฆษณาเกินเวลา โฆษณาแฝง และโฆษณาเกินจริง ในจำนวนนี้มี 21 รายการที่โฆษณาเกินเวลา คิดเป็นร้อยละ 31 จากรายการทั้งหมด โดยเวลาที่กำหนดไว้ต้องไม่เกิน 12.30 นาทีต่อชั่วโมง หรือ 20.83%

 พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผอ.สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต แสดงแง่มุมในฐานะจิตแพทย์เด็กและเยาวชนว่า เมื่อเด็กที่ดูทีวีเป็นประจำเสพโฆษณาที่ใช้กลเม็ดฉายซ้ำบ่อยครั้งหรือยิงแบบถี่ๆ จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ เป็นทั้งแบบทางตรงกับทางอ้อม เพราะโฆษณาจะชักชวนให้เด็กใช้จ่ายเงินไปกับกลุ่มอาหารหรือขนมเคลือบน้ำตาลทำให้ฟันผุ มีเศษน้ำตาลเกาะฟันหรืออยู่ตามซอกฟัน เด็กสมัยนี้จึงฟันผุเป็นจำนวนมาก กับกลุ่มที่เป็นแป้งทำให้เด็กอ้วนและขาดสารอาหารอื่น สุดท้ายตัวปรุงรสชาติมีความเข้มข้นหรือเค็มมาก เช่น รสเม็กซิโก รสจัดจ้าน รสแซบ ฯลฯ

 เมื่อเป็นเช่นนี้จะทำให้เด็กไทยกินเค็มหรือกินเกลือมากขึ้น ส่งผลให้ไตทำงานหนักและเสื่อมเร็ว นอกจากนี้การเคยชินกับรสเค็มหรือรสจัดจ้าน จะส่งผลต่อความอยากอาหารชนิดอื่นน้อยลง รู้สึกว่าอาหารจืดไม่อร่อย ดังนั้น การควบคุมไม่ให้มีโฆษณามากเกินไป และไม่ให้เนื้อหาเกินจริงจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน

 แม้ว่ากลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อจะออกมาต่อต้านอย่างต่อเนื่องหลายปี แต่ดูเหมือนว่าเจ้าของรายการและสถานีโทรทัศน์ยังเพิกเฉย ทุกวันนี้รายการสำหรับเด็กยังคงมีโฆษณาเกินเวลา โฆษณาแฝง และโฆษณาเกินจริง

 ล่าสุดกลุ่มนักวิจัยโครงการ "การเฝ้าระวังการโฆษณาในรายการเด็กทางโทรทัศน์" ได้ติดตามสถานการณ์ทางช่อง 3, 5, 7 ,9 ช่วงเช้าวันเสาร์และวันอาทิตย์ของเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551 จนพบว่าเวลาเฉลี่ยโฆษณาของช่อง 3 คือ 14.01 นาที ช่อง 5 ใช้เวลา 10.06 นาที ช่อง 7 ใช้เวลา 10.46 นาที และช่อง 9 ใช้เวลา 17.34 นาที จากที่กฎหมายกำหนดไว้ให้มีโฆษณาไม่เกิน 12.30 นาทีต่อชั่วโมง

 รศ.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าโครงการชี้ว่า ภัยร้ายของโฆษณาทางทีวีเป็นปัญหาระดับโลก องค์การอนามัยโลก (ฮู) พยายามจัดประชุมกับสมาชิกให้ตระหนักถึงภัยร้ายแบบเงียบๆ ในขนมเด็กที่มีแต่ไขมัน เกลือ แป้ง และน้ำตาล หลายประเทศพยายามแสวงหามาตรการควบคุมโฆษณา เพื่อลดการบริโภคสิ่งเหล่านี้ เช่น รัฐควิเบกของแคนาดาห้ามทำการตลาดหรือโฆษณาทุกชนิดต่อเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เมื่อสำรวจสุขภาพเด็กเปรียบเทียบกับรัฐอื่นๆ ปรากฏว่าเด็กจากรัฐควิเบกมีสุขภาพดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด   

 "อัตราการระบาดของโรคอ้วนในเด็กไทยพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้องช่วยกันคุ้มครองสุขภาพเด็กจากภยันตรายของการตลาดและโฆษณา หากเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ประเทศไทยอาจมีโฆษณาขนมเด็กในทีวีมากที่สุดในโลกก็ได้ เพราะจากการศึกษาอัตราความถี่ของโฆษณาในรายการเด็ก 13 ประเทศเมื่อปี 2549 พบว่า ไทยมีโฆษณาขนมในรายการเด็กสูงถึง 42 ครั้งต่อชั่วโมง ออสเตรเลีย 12 ครั้ง อเมริกา 11 ครั้ง อังกฤษ 10 ครั้ง" รศ.ดร.วิทยา กล่าว

 ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ ผู้ดูแลฝ่ายผลิตสื่อวัย 45 ปี จากบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ซึ่งคว่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 20 ปี เปิดเผยถึงกลยุทธ์ผลิตเนื้อหาโฆษณาทางทีวีว่า หลักการทำให้จำได้และอยากซื้อสินค้าชิ้นนั้นให้มากที่สุด เช่น โฆษณาพิซซ่าจะเริ่มจากภาพเด็กๆ หรือครอบครัว ส่งเสียงสนุกสนานและตื่นเต้นกับการจะได้กินพิซซ่าแบบพิเศษ อีก 15 วินาทีก็จะเป็นช่วงพีค คือ แสดงภาพไส้กรอก หมูแฮม โรยหน้าพิซซ่าจนล้น มีควันฉุยโชยขึ้นมา จากนั้นก็ตักพิซซ่าที่มีภาพเป็นชีสชุ่มฉ่ำค่อยๆ ยืดขึ้นไปจากขอบจาน จนเข้าปาก 10 วินาทีสุดท้ายจบด้วยการโปรโมชั่นว่า เราดีกว่าถูกกว่าสินค้าคู่แข่งอย่างไร

 ต้นทุนการผลิตโฆษณาทีวีสำหรับสินค้าพวกขนมหรืออาหารตกที่ 2-5 ล้านบาทต่อ 30 วินาที หากนำไปฉายในรายการทีวีช่วงไพรม์ไทม์ จะต้องเสียค่าซื้อเวลาประมาณนาทีละ 5 แสนบาท ดังนั้น ผู้ผลิตเนื้อหาต้องงัดเทคนิคทุกอย่างเพื่อเป้าหมายคือ "ทุกคนจำได้"
 หัวหน้าครีเอทีฟข้างต้นยอมรับว่า เด็กเป็นลูกค้าหรือเป้าหมายสำคัญ เพราะทุกสินค้าต้องการ "รอยัลตี้" หรือความจงรักภักดีต่อสินค้าในระยะยาว ส่วนข้อกังวลใจว่าโฆษณาขนมเป็นส่วนทำลายสุขภาพเด็กนั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าของรายการและช่องทีวีว่ามีนโยบายอย่างไร

 ด้าน "อิทธิพล ปรีติประสงค์" ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและหัวหน้าโครงการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต เกมคอมพิวเตอร์ และภาพยนตร์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สามารถเอาผิดและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาเกินเวลาได้อย่างแน่นอน ทั้งผู้ทำการโฆษณาและเจ้าของหรือผู้ประกอบกิจการโฆษณา

 ทั้งนี้ ตามมาตรา 23 พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 กำหนดให้โฆษณาในรายการทีวีได้ไม่เกิน 12.30 นาที ผู้ฝ่าฝืนมีบทลงโทษปรับ 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งเป็นองค์กรที่จะลงโทษรายการโทรทัศน์ตามมาตรา 23 เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนการสรรหามานานกว่า 6 ปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่ทำผิดตามกฎหมายจะไม่ต้องถูกลงโทษ เพราะหากประชาชนที่ดูโทรทัศน์หรือผู้บริโภคเห็นว่าเดือดร้อน หรือได้รับผลกระทบจากโฆษณาเกินเวลาก็สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค 2551 ได้

 "คดีผู้บริโภคสามารถนำกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคสินค้าหรือบริการมาใช้ได้ หากผู้ที่ดูรายการเด็กแล้วรู้สึกว่าถูกโฆษณาเอารัดเอาเปรียบหรือละเมิดสิทธิ ก็อาจดำเนินคดีเอง โดยอาศัยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฐานละเมิดได้เช่นกัน" อิทธิพลให้ความเห็น

 ขณะที่ นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว แนะนำให้รัฐบาลนำประกาศ "หลักเกณฑ์และระยะเวลาสำหรับการโฆษณาและบริการธุรกิจที่มีผลกระทบต่อเด็กทางสถานีวิทยุโทรทัศน์" ของวันที่ 18 มกราคม 2551 มาปรับใช้อย่างเคร่งครัด โดยไม่ต้องรอ กสช. เพราะเป็นหลักเกณฑ์ที่เกิดจากการระดมสมองของเครือข่ายครอบครัว เช่น ห้ามโฆษณาเกิน 10 นาที ห้ามมีของเล่น ของแจก ของแถม ฯลฯ

 สุดท้าย นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า มีการเฝ้าเก็บข้อมูลมาตลอดว่า รายการใดที่ทำออกนอกลู่นอกทาง หากรายการใดมีความผิดเด่นชัดก็จะขอความร่วมมือผ่านทางที่ประชุม "คณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์" ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมมีทั้งกรมประชาสัมพันธ์ ตัวแทนผู้ประกอบการทีวี อสมท ฯลฯ จะป็นลักษณะขอความร่วมมือไม่ให้มีโฆษณาเกินเวลา ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือปรับปรุงแก้ไขอย่างดี เช่น ช่อง 3 และช่อง 7 จะมีปัญหานี้น้อยลง ส่วนช่อง 9 คงต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่า ทำไมยังมีโฆษณาเกินเวลาอยู่มาก ทั้งที่เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ หลักเกณฑ์ใหม่ในการออกใบอนุญาตธุรกิจฟรีทีวี จะพิจารณาผลงานที่ผ่านมาด้วย หากช่องใดทำผิดกฎหมายหรือผิดระเบียบปฏิบัติอย่างชัดเจน ก็จะถูกพิจารณาในการต่อสัญญาใบอนุญาต