
เตือน...ใช้ยาลดไข้
พ่อแม่ควรรู้วิธีใช้ยาลดไข้ และควรระวัง เมื่อลูกมีไข้สูงอย่านิ่งนอนใจ ส่งผลให้เกิดโรคชัก และลดไอคิวได้ง่าย
โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เป็นสาเหตุทำให้เด็กเล็กเกิดเจ็บป่วยเป็นไข้ มีอาการตัวร้อน หากวัดทางรักแร้ได้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ถือว่ามีไข้ ไม่ควรจะปล่อยให้เด็กมีไข้สูงติดต่อกันนาน เพราะอาจส่งผลให้ชักได้ เนื่องจากสมองของเด็กไวต่อการกระตุ้นจากไข้ โดยมากอาการชักพบมากในเด็กอายุระหว่าง 6 เดือน-5 ปี และส่วนใหญ่จะเกิดการชักเมื่อมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
เมื่อเด็กเกิดอาการชักครั้งหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่จะมีโอกาสชักครั้งต่อไปได้อีกถ้ามีไข้สูง พบได้ประมาณ 20-40% ในเด็กเล็กที่เคยชัก หากเด็กมีอาการชักเกร็ง 1-2 นาที จะไม่อันตรายร้ายแรง และไม่มีผลต่อสติปัญญา หากเด็กชักนานเกิน 15 นาที ชักบ่อยๆ หรือหลังจากที่ชักแล้วเด็กมีอาการซึม แขนขาอ่อนแรง หรือชักในขณะไม่มีไข้ ถือเป็นสัญญาณอันตราย อาจเกิดความเสียหายต่อสมอง ทำให้เด็กมีไอคิวต่ำ หรือทำให้สมองเสื่อม หรือปัญญาอ่อนได้
ดังนั้นเมื่อเด็กมีไข้ ผู้ปกครองควรช่วยลดไข้เด็กเป็นอันดับแรก ก่อนพาไปพบแพทย์ โดยวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การเช็ดตัวเด็ก โดยทั่วไปใช้น้ำจากก๊อกก็พอ ไม่ต้องใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุ่น แต่หากเด็กเกิดอาการหนาวสะท้านหลังการเช็ดตัว ควรหาเสื้อผ้าหนาๆ ให้ใส่
นอกจากนี้การใช้ยาลดไข้ต้องใช้ให้เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิผลของยา ซึ่งยาลดไข้ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ พาราเซตามอล แอสไพริน และไอบูโพรเฟน
1.พาราเซตามอล มีทั้งชนิดเม็ด ชนิดน้ำ และชนิดฉีด ชนิดเม็ดมี 2 ขนาด ขนาดเม็ดละ 325 และ 500 มิลลิกรัม ชนิดน้ำส่วนใหญ่เป็นยาน้ำเชื่อมมีปริมาณพราราเซตามอล 120 มิลลิกรัม ต่อ 1 ช้อนชา หรือ 160 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา หรือ 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา โดยที่ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 ซีซี นอกจากนี้ ยังมียาน้ำเชื่อมที่มีปริมาณพราราเซตามอล 500 มิลลิกรัม/ 5 ซีซี อีกด้วย โดยจะมีหลอดหยดยาแนบมาในกล่อง ยานี้ใช้สำหรับเด็กเล็กที่กินยายาก การป้อนยาจะต้องใช้หลอดหยดยาเสมอ ห้ามใช้ช้อนตวงยาเด็ดขาด การตวงยานี้ก็ทำเหมือนปกติคือดูดยาตามปริมาตรที่แพทย์สั่ง เช่น ดูดยาขึ้นมาหนึ่งหลอดหยด แล้วนำไปหยอดใส่ปากเด็ก
สำหรับขนาดยาพาราเซตามอล จะให้ตามขนาดน้ำหนักตัวเด็ก กล่าวคือ หากเด็กทารกหนัก 10 กิโลกรัม หยอดยาน้ำเชื่อมที่มีปริมาณพราราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ต่อ 5 ซีซี ใส่ปาก 1-1.5 ซีซี ทุก 4-6 ชั่วโมง เวลามีไข้ ขนาดยาสูงสุดไม่เกินวันละ 5 ครั้ง
ยาน้ำพาราเซตามอลที่เป็นยาน้ำเชื่อม มีรสหวาน น่ากิน แต่กลับเป็นอันตราย หากไม่เก็บยาให้พ้นมือเด็ก กล่าวคือ เด็กอาจเข้าใจผิดว่า เป็นน้ำหวาน และหยิบมากิน อาจกินจนหมดขวดในคราวเดียว และทำให้ได้รับยาในปริมาณสูงมากจนเป็นอันตราย
2.แอสไพริน เป็นยาเม็ด มีขนาดเม็ดละ 60 มิลลิกรัม ขนาดยาจะแปรไปตามอายุของเด็ก กล่าวคือ เด็กอายุ 1 ปีให้ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 8 ชั่วโมง และให้ได้สูงสุดไม่เกินครั้งละ 5 เม็ด แต่การใช้ยาแอสไพริน มีข้อห้ามใช้ในเด็ก หรือคนไข้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ที่สงสัยว่า เป็นไข้เลือดออก ตลอดจนเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ โรคอีสุกอีใส เพราะอาจเกิดความผิดปกติรุนแรงของสมองและตับ โดยเป็นโรคที่เรียกว่า ไรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome)
3.ไอบูโพรเฟน เป็นยาเม็ด มี 4 ขนาด ขนาดเม็ดละ 200, 400, 600, และ 800 มิลลิกรัม สำหรับชนิดน้ำ ทำเป็นยาน้ำเชื่อม ขนาด 100 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ขนาดยาปกติจะต้องให้ตามน้ำหนักตัว กล่าวคือ ถ้าเด็กหนัก 20 กิโลกรัม ก็กินยาน้ำเชื่อม 1-2 ช้อนชา ทุก 8 ชั่วโมง ขนาดยาเพิ่มได้อีก แต่ห้ามเกิน 40 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน ข้อระวังในการใช้ยาชนิดนี้ ไม่ควรให้ยาไอบูโพรเฟนตอนท้องว่าง เพราะยาระคายกระเพาะอาหาร และไม่ควรหยอดยาลงในนม เพราะยาอาจทำให้รสชาติของนมเปลี่ยนไป และเด็กอาจไม่ยอมกินนม ไม่ให้ใช้ยานี้ในเด็กที่สงสัยว่า เป็นไข้เลือดออก เนื่องจากยาจะทำให้มีภาวะเลือดออกรุนแรงขึ้น และไม่ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
ดังนั้นเมื่อเด็กมีไข้สูงพ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด รู้จักใช้ยาลดไข้ให้ประโยชน์ ใช้ให้ถูกขนาด ถูกวิธี เพื่อให้ปลอดภัยในการใช้ยาควรปรึกษาเภสัชกร พร้อมกันนี้ควรเช็ดตัวเด็กควบคู่ไปด้วย หากไข้ไม่ลดควรรีบพาไปพบแพทย์
ภญ.รศ.ดร.บุษบา จินดาวิจักษณ์
อุปนายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล
(ประเทศไทย) โทร.0-2718 - 3800



