ไลฟ์สไตล์

เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร

เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร

08 ส.ค. 2554

เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร อีกหนึ่งทางเลือกในยุคที่โลกเปลี่ยน

          ท่ามกลางความวิตกของผู้คนทั่วโลกต่อสภาวการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทั้งอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้ง ภาวะของดิน น้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ล้วนแต่มีผลกระทบต่อการเกษตร และส่งผลถึงความมั่นคงทางด้านอาหาร ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั่วโลก ปัจจุบันดูเหมือนว่า เทคโนโลยีชีวภาพ หรือไบโอเทคโนโลยี ว่าด้วยการตัดแต่งทางพันธุวิศวกรรมพืช เพื่อผลิตพืชจีเอ็มโอ จะเป็นทางเลือกที่ดีสุดในขณะนี้ แต่คนไทยกลับต่อต้านความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีตัวนี้
 
          การพัฒนาพืชจีเอ็มโอนั้น เพื่อลงปลูกในแปลงเกษตรกรอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2539 และในห้วงเวลา 15 ปี ที่มีการใช้เทคโนโลยีชีวภาพอย่างเป็นทางการครั้งแรกปี 2549-2554 สามารถนำเทคโนโลยีนี้นำไปใช้ในการตัดแต่งพันธุวิศวกรรมในหลายๆ ด้านด้วยกัน อาทิ ทางการแพทย์ การผลิตอินซูลิน สำหรับรักษาโรคเบาหวาน การผลิตยาต้านมะเร็ง และการทำวัคซีนป้องกันบาดทะยัก นอกจากนี้มีการพัฒนาพันธุ์พืชที่เรียกว่า พืชจีเอ็มโอ และพันธุ์สัตว์ต่างๆ โดยเน้นการผลิตพืชแบบยั่งยืนคือรักษาสภาพแวดล้อม และความเสมอภาคในสังคม ตลอดจนการวินิจฉัยโรคและยารักษาโรคที่เกิดจากพืชและสัตว์ เป็นต้น
 
          ข้อมูลระบุว่า มีการปลูกพืชจีเอ็มโอตั้งแต่ พ.ศ.2539-2551 กว่า 2,000 ล้านเอเคอร์ หรือประมาณ 4,500 ล้านไร่ (1 เอเคอร์ = 2.52ไร่) โดยพื้นที่ปลูก 1,000 ล้านเอเคอร์แรกนั้นใช้ระยะเวลา 10 ปี (2539-2548) แต่การเพิ่มพื้นที่ปลูกอีก 1,000 ล้านเอเคอร์หลังนี้ ใช้เวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น มีผลผลิตพืชจีเอ็มโอเพิ่มขึ้นถึง 32 ล้านเมตริกตัน จากข้าวโพด 15.1 ล้าน ถั่วเหลือง 14.5 ล้าน ปุยฝ้าย 2.0 ล้าน และคาโนลา 0.5 ล้านตัน และมีถึง 55 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ที่ใช้พืชเทคโนโลยีชีวภาพเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ และเส้นใย
 
          บนเวทีสัมมนาว่าด้วย "สถานภาพ ผลกระทบเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรอันผลเกิดจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีทั้งศูนย์ความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าด้วยบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านเกษตรศาสตร์ หรือซีกา (SEARCA), ศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยชีววิทยาเขตร้อนของซีมีโอ หรือ ไบโอทรอป (BIOTROP) องค์กรการศึกษาระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีมิโอ ( SEAMEO), องค์กรบริการระดับนานาชาติ ด้านการใช้ประโยชน์เทคโนโลโลยีการเกษตร หรือ องค์การไอซา (ISAAA), โครงการสนับสนุนเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร เขต 2 (ABSP II) และศูนย์ข่าวสารเทคโนโลยีชีวภาพอินโดนีเซีย (IndoBIC) ทราบว่า ปัจจุบันพืชจีเอ็มโอที่ผลิตในปัจจุบันที่เป็นพืชเศรษฐกิจมี ถั่วเหลือง ข้าวโพด ฝ้าย คาโนลา และมันฝรั่ง
 
          นอกจากนี้ยังมีข้าวสีทอง ที่มีโปรวิตามินเอสูง มะละกอชะลอการสุกแก่ มะละกอต้านทานโรคไวรัสใบด่างจุดวงแหวนและมีอายุการเก็บรักษาได้นาน และล่าสุดกลุ่มประเทศเอเชีย 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และเวียดนาม กำลังดำเนินพัฒนาพันธุ์ข้าวจีเอ็มโอลูกผสมใหม่ โดยนำข้อดีของข้าวแต่ละประเทศมาวิจัยและพัฒนากัน ขณะที่อื่นๆ มี คาร์เนชั่น (Moondust  carnation) ดอกกุหลาบสีฟ้า และปลาเรืองแสง เป็นต้น
 
          ดร.บายู กรีสนามุรตี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรอินโดนีเซีย กล่าวว่า ขณะนี้อินโดนีเซียตระหนักถึงความมั่นคงทางด้านอาหาร เนื่องจากประชากรในอินโดนีเซียมีกว่า 200 ล้านคน มีเพียง 10% เท่านั้นที่เป็นคนรวย ที่เหลือเป็นเกษตรกรที่ยากจน ประกอบกับปัจจุบันโลกกำลังประสบปัญหาด้านความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้การผลิตอาหารภาคเกษตรลดน้อยลง เห็นว่าพืชจีเอ็มโดช่วยได้ทั้งจะเพิ่มอาหาร และรายได้แก่เกษตรกร แม้ประเทศอินโดนีเซียยังไม่อนุญาตให้ปลูกพืชจีเอ็มโอในแปลงเกษตรกร แต่ภาครัฐมีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้จนมีความพร้อมแล้ว คาดว่าอีก 1-2 ปี จะอนุญาตให้เกษตรกรปลูกในแปลงได้ แต่ต้องทำประชาพิจารณ์ก่อน
 
          ด้าน ศ.ดร.พอล เต็ง อธิการบดีบัณฑิตศึกษาและเรียนอาชีพ สถาบันการศึกษาแห่งชาติสิงคโปร์ กล่าวว่า การที่จะคิดว่าการผลิตอาหารเพื่อบริโภคอย่างในอดีตไม่ได้แล้ว เพราะปัจจุบันการผลิตอาหารเป็นห่วงโซ่ที่ต้องเชื่อมกันทั้งโลก มีการนำเข้า-ส่งออก ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทบต่อภาคเกษตรกรรมที่เป็นแหล่งผลิตอาหาร ฉะนั้นคนต้องปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องโรคแมลงศัตรูพืช มีการพัฒนา โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น
 
          ส่วน ดร.กิล ซาควุยควุยท์ ผู้อำนวยการซิมิโอ กล่าวว่า ปัญหาการเกษตรไม่เพียงแต่จะประสบกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หากแต่ปัจจุบันประชากรโลกเพิ่มขึ้นด้วย จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นวิทยาศาสตร์จะช่วยได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ ที่จะสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การประชุมครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตัวแทนแต่ละประเทศจะไปสร้างความเข้าใจให้แต่ละประเทศได้
 
          ขณะที่ ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต เลขาธิการสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะตัวแทนของไทยที่ไปร่วมสัมมนา กล่าวว่า เนื้อหาสาระในการสัมมนาครั้งนี้ จะเน้นในด้านการพัฒนาพันธุ์พืชด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อความพอเพียงในด้านอาหาร ทั้งเป็นอาหารคน อาหารสัตว์ และพืชพลังงาน เน้นความปลอดภัย ความมั่นคงของเกษตรกร เพื่อรองรับวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่กำลังเกิดจะเกิดขึ้นและมีแนวโน้นที่จะทวีความรุนแรงในอนาคต ขณะนี้มีเกษตรกรกว่า 900 ล้านคน ใน 28-9 ประเทศ หันมาปลูกพืชจีเอ็มโอกันแล้ว 
 
          "ตอนนี้ทั่วโลกต่างวิตกถึงความมั่นคงด้านอาหารที่ขาดแคลน เพราะนอกจากโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติทางภูมิอากาศแล้ว พื้นที่การเกษตรลดน้อยลง เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัย และสถานประกอบการมากขึ้น ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 6,400 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 9,600 ล้านคน หรือ 1 หมื่นล้าน ในปี 2050 และที่ประชุมมองว่า พืชจีเอ็มโอก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ เพราะได้พิสูจน์มาหลายประเทศแล้ว ทั้งอเมริกา ยุโรป แอฟริกา เอเชียอย่างจีน รวมถึงอาเซียนเราด้วย ที่นอกจากจะเพิ่มผลผลิตยังลดสารเคมีและก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย" ดร.นิพนธ์ กล่าว
 
          การใช้เทคโนโลยีชีวภาพก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในยุคที่โลกกำลังปั่นป่วน ทั้งเกิดจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ประชากรโลกเพิ่มขึ้น พื้นที่การเกษตรลดน้อยลง และจะขยายความรุนแรงในอนาคต

"ดลมนัส  กาเจ"