
3จี...จุดเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทย
3จี...จุดเปลี่ยนวิถีชีวิตคนไทย : คอลัมน์วิทยาศาสตร์-ไอที :จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา
ถึงแม้ ณ เวลานี้ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือ 3จี จะยังเดินเครื่องได้ไม่เต็มกำลัง แต่คอไอทีหลายคนเริ่มส่งสัญญาณเตรียมพร้อมรับเทคโนโลยีที่กำลังมาถึง ด้วยสารพัดอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการใช้งาน 3 จี กันอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีช่องใส่ซิม 3 จี ด้วยหวังว่าจะได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตนอกบ้านอย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยระดับความเร็วเทียบเท่าเน็ตบ้าน
ความเร็วระดับ 21 เมกะบิตต่อวินาที ที่สามารถใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่พกพาติดตัวขณะอยู่นอกบ้าน เป็นความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งของคนที่เคยทดลองใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ ซึ่งปัจจุบันการเชื่อมต่อผ่านเอดจ์ และจีพีอาร์เอส ให้ความเร็วระดับพอที่ใช้งานได้ แต่อาจไม่เหมาะนักหากต้องการดาวน์โหลดไฟล์ภาพขนาดใหญ่จากอีเมล หรือดูคลิปวิดีโอจากยูทูบ
ปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ เอไอเอส มองว่า ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้มือถือกำลังเปลี่ยนไป ปัจจุบันมีผู้เข้าอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ในโครงข่าย 2 จี ราว 7.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 24% ของผู้ใช้งานมือถือของเอไอเอสที่มีอยู่ราว 33 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ที่มีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่เพียง 5% เท่านั้น
จากตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้มีความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเพิ่มขึ้น ทั้งการเชื่อมต่อผ่านเอดจ์ ไวไฟ และ 3 จี โดยเชื่อว่าในอนาคตจะเกิดบริการใหม่ๆ เพื่อรองรับการเชื่อมต่อในระดับความเร็วที่เพิ่มขึ้น เช่น การค้าขายบนสมาร์ทโฟน การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านมือถือ ที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อถกเถียงถึงความจำเป็นในการใช้ประโยชน์จากโครงข่าย 3 จี ซึ่งหลายคนมองว่าการใช้งานจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนเมือง หรือผู้ต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 3 จี ในประเทศไทยอาจยังไม่ใช่เรื่องจำเป็น
เมธินี เทพมณี ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มองว่า การปรับปรุงโครงข่ายคือความจำเป็นพื้นฐานของประเทศที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการ ให้การใช้งาน 3 จี ครอบคลุมระดับชุมชนในต่างจังหวัด ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือในอีก 5 ปีข้างหน้า คนไทย 85% จะต้องเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างเท่าเทียม
ประโยชน์ที่ชาวบ้านจะได้รับจากบริการดังกล่าว คือ อี-กอฟเวอร์เม้นท์ หรือการเข้าถึงบริการสาธารณะของหน่วยงานราชการ การศึกษาทางไกล การแพทย์ทางไกล และข้อมูลแจ้งเตือนภัยธรรมชาติ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูกพืชสำหรับเกษตรกร ทั้งหมดนี้สามารถแจ้งเตือนและเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์ไอซีทีชุมชน 2 พันศูนย์ในระดับตำบลที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
"ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นคนใช้บัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด หรือสแกนพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว หรือขอใช้บริการต่างๆ ผ่านที่ทำการไปรษณีย์ที่มีอยู่กว่า 1,000 จุดทั่วประเทศ นั่นหมายความว่าระบบอินเทอร์เน็ตจะต้องรวดเร็วเพียงพอกับความต้องการใช้งานในอนาคต" เมธินีกล่าว
ส่วนในมุมของผู้ให้บริการมองว่า ในอนาคตหากมีการใช้งาน 3 จี เกิดขึ้นทั่วประเทศ เชื่อว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อจะถูกผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการใช้งาน อีกทั้งอุปกรณ์เหล่านี้จะมีราคาถูกลง ทำให้การเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำได้ครอบคลุมมากขึ้น



