
บ้านไม่บาน ญาติเยอะ ขนาด 12 ห้อง (2)
บ้านไม่บาน ญาติเยอะ ขนาด 12 ห้อง (2) โดย... อ.เชี่ยว
สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ในสัปดาห์นี้เป็นสาระน่ารู้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว แต่ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ทั่วประเทศที่จัดอยู่ในประเภท “ญาติเยอะ” ต่างให้ความสนใจติดต่อสอบถามกันเข้ามามากมายเพื่อขอรายละเอียด “บ้าน 12 ห้อง” แฟนบางท่านถือว่าฐานะดีระดับเศรษฐี อยู่บ้านราคาหลังละหลายสิบล้าน ก็ยังติดต่อเข้ามา เพราะงงๆ ว่า ทำไมบ้านที่ซื้อมาราคาหลังละหลายสิบล้านมีห้องนอนเพียง 4 ห้อง แต่ทำไมแบบ “บ้านไม่บาน” ของ อ.เชี่ยว ชอบช่วย ที่มีราคาไม่ถึง 3 ล้านบาท จึงมีห้องมากถึง 12 ห้อง และมีห้องน้ำถึง 12 ห้อง เลยทนไม่ได้ต้องติดต่อเข้ามา เพราะอยากเอาไปสร้างสักสองหลังในบริเวณบ้านที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน เผื่อไว้เวลาญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง มาเยี่ยมเยือน จะได้มีที่พัก
จะว่ากันไปแล้ว โครงสร้างทางสังคมของคนไทย ซึ่งโดยปกติเป็นคนมีน้ำใจ จะเป็นคนที่มีญาติพี่น้องเพื่อนพ้องเยอะ ถึงแม้ว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังจะก้าวไปสู่สังคม “ปัจเจก” ซึ่งมีแค่เพียงเธอกับฉัน ขอเพียงแค่เราสองคนรักกัน (คนอื่นไม่ยุ่งไม่เกี่ยว) ดังจะเห็นได้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วบ้านของคนไทยในปัจจุบันจึงมีขนาดเล็กลงมีเพียง 2-3 ห้องนอน หรือถ้าเป็นคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ก็จะมีแค่ห้องนอนเดียว ดังนั้น เวลาพ่อแม่หรือญาติพี่น้องมาเยี่ยมจึงต้องทนอยู่กันอย่างเบียดเสียด ซึ่งในความเห็นของผมขัดต่อ “วิถีชีวิตของคนไทย” โดยสิ้นเชิง เพราะในอดีตคนไทยอยู่กันแบบ “ญาติเยอะ” จึงเป็นสังคมที่มีความอบอุ่นเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกัน
ลองหลับตาสร้างจินตภาพดูซิครับว่า ถ้ามี บ้านไม่บานของ อ.เชี่ยว ชอบช่วย ที่มีขนาด 12 ห้อง ที่สามารถสร้างบนเนื้อที่ดินเพียง 50 ตารางวา บรรดาสมาชิกในครอบครัวจะคึกคักครึกครื้นสักเพียงใด บรรดาลูกเด็กเล็กแดง คนเฒ่าคนแก่ตลอดจนผู้คนวัยเจริญพันธุ์ ก็คงจะมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งผมว่าดีนะครับ เพราะทุกครั้งที่ผมเห็นคนรุ่นหนุ่มสาวในวัยทำงานจำเป็นต้องเอาลูกเล็กๆ ไปฝากให้ใครก็ไม่รู้ที่ไม่ใช่ญาติเลี้ยงตาม “สถานรับเลี้ยงเด็ก” ทำให้ผมรู้สึกเศร้าใจเหลือกำลัง เพราะถึงจะดูแลดีอย่างไรก็สู้ปู่ย่าตายายดูแลไม่ได้
นี่แหละครับทำให้สังคมของ “คนรักบ้าน” ในปัจจุบันค่อยๆ ขาดความเอื้ออาทรที่มีต่อกันไป เพราะสภาพแวดล้อมในสังคมแบบ “แดกด่วน” มีแต่แข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ก็อาจจะถึงเวลาแล้วครับที่ควรเลิกอยู่ “บ้านแบบฝรั่ง” หันมาอยู่ “บ้านไม่บาน” แบบไทยๆ ขนาด 12 ห้องประเภท “ญาติเยอะ” ก็คงจะอบอุ่นกันมิใช่น้อย ถึงแม้จะมีเรื่องให้ปวดหัวอยู่บ้าง มีความเห็นไม่ตรงกันบ้าง แต่ก็เป็น “วิถีของบ้าน” ที่ในภาพรวมนั้นอบอวลด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ความเอาใจใส่ และที่สำคัญคือเป็นบ้านที่คน 3 วัย คือ วัยเด็ก วัยทำงาน และ ผู้สูงวัย ได้อาศัยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
นอกจากนี้ ถ้าชาว “คนรักบ้าน” อยู่บ้านกันแบบ “ญาติเยอะ” ก็ไม่จำเป็นต้องพาพ่อแม่เราและญาติผู้ใหญ่ของเราไปอยู่ “บ้านพักคนชรา” ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายที่มีราคาแพงมิใช่น้อย ที่จำเป็นต้องส่งไปอยู่ “บ้านพักคนชรา” ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าไม่มีใครที่สามารถไว้ใจให้ดูแล ซึ่งในปัจจุบันนี้คนในสังคมล้วนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เลยทำให้ธุรกิจ “บ้านพักคนชรา” เฟื่องฟูขึ้นอย่างรวดเร็วในบ้านเรา แต่ผมขอปวารณาตนไว้ว่าจะเป็นคนหนึ่งแหละครับที่เป็นไงก็เป็นกัน จะไม่ยอมให้พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ไปอยู่อย่างเปลี่ยวเหงาใน “บ้านพักคนชรา” เป็นอันขาด เพราะอย่างไรเสียก็คงสู้อยู่ “บ้านไม่บาน” ประเภท “ญาติเยอะ” กับบรรดาลูกๆ หลานๆ ไม่ได้หรอกครับ
นอกจากนี้ คงต้องยอมรับนะครับว่าในสภาพเศรษฐกิจกำลัง “ตกสะเก็ด” อยู่ในสภาวะ “เงินเฟ้อ” ไปทั่วโลก ส่งผลให้ ข้าวยากหมากน้ำมันและทองคำมีราคาแพง ก็ยิ่งจำเป็นต้องเดินตาม “ศาสตร์พระราชา” ที่ว่าด้วย “ความพอเพียง” สิ่งไหนที่จำเป็นต้องใช้ก็ใช้ และสิ่งไหนที่ไม่จำเป็นก็อย่าไปใช้ แสวงหาแนวทางในการดำรงชีวิตแบบเดิน “สายกลาง” ที่ก่อให้เกิด “ประโยชน์สูงประหยัดสุด” ซึ่ง “บ้านไม่บาน” ประเภท “ญาติเยอะ” ขนาด 12 ห้อง ก็น่าจะเป็นหนึ่งใน “ทางเลือกอันเป็นทางรอด” ที่น่าสนใจครับ เพราะใช้ที่ดินผืนไม่ใหญ่นัก อาจจะสร้างบนที่ดินเดิมแทนบ้านหลังเก่าที่มีขนาดเล็กและคับแคบเกินไปสำหรับสมาชิกที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งลูกหลานก็เติบโตขึ้นตามวัย บางคนกำลังคิดจะมีครอบครัวก็ไม่จำเป็นต้องย้ายบ้านไปไหนให้สิ้นเปลือง อยู่ร่วมกันแบบนี้แหละครับจะได้ดูแลพ่อแม่ และพ่อแม่จะได้ดูแลลูกหลานเป็นการดีทั้งขึ้นทั้งล่องครับ
สำหรับในสัปดาห์นี้ นอกจากผมจะนำเสนอ รูปแบบการตกแต่งภายในที่สวยสดงดงาม เป็นการเรียกน้ำย่อยแล้ว ตามคำเรียกร้องของบรรดาแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ก็เลยลองเพิ่มพื้นที่ใช้สอยของ “บ้านไม่บาน” ประเภท “ญาติเยอะ” ขนาด 12 ห้อง ให้มากขึ้นอีก ผมจึงได้ปรับบริเวณพื้นที่ใต้หลังคาแต่เดิมขนาด 8 x 12 เมตร ซึ่งเคยเป็นทรงปั้นหยาให้เป็นพื้นที่ใช้สอยประเภทอเนกประสงค์ ก็จะทำให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นถึง 96 ตารางเมตร เลยทีเดียว และคงต้องยอมรับนะครับว่าในปัจจุบันเรามีที่ดินเท่าเดิมแต่ปริมาณของประชากรเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ทุกตารางวาอย่างคุ้มค่าที่สุด
อีกทั้งบริเวณพื้นที่ดาดฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้ จะสามารถดัดแปลงเป็นพื้นที่ทำอาหาร ซัก-ตากเสื้อผ้า หรือจะทำเป็นสวนที่เรียกว่า “Roof Garden” ประเภทไม้กระถางอีกทั้งในปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีในการปลูกพืช ผักแบบไม่ต้องใช้ดินที่นิยมกันแพร่หลายเรียกกันว่า “ไฮโดรโปนิกส์” (Hydroponics) ซึ่งจะเป็นการประหยัดหรือจะทำแปลงปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้บนพื้นที่อเนกประสงค์บริเวณดาดฟ้าชั้น 4 ก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใด ก็มีอาคารหลายแห่งที่กำลังทำอยู่และได้ผลดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งผมเคยไปเยี่ยมชมสวนดาดฟ้าของ “อาคารที่ทำการเขตหลักสี่” ที่ได้ดัดแปลงเอาของเหลือใช้มาประยุกต์เป็นสวนดาดฟ้า เขียวชอุ่มชุ่มงามดี ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหา “โลกร้อน” แล้วยังสอนให้ “ปวงประชา” ได้รู้จัก “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่อง “ความพอเพียง” ถ้าคิดได้ทำได้
เช่นนี้ลองนึกภาพดูซิครับว่าหากบริเวณชั้นดาดฟ้าของอาคารบ้านเรือนนับหมื่นนับแสนหลังพร้อมใจกันปลูกบรรดาพืชผักสวนครัว สร้างทัศนคติของการใช้ชีวิตแบบ ประหยัด มัธยัสถ์ และ อดออม รวมทั้งยังสามารถใช้เป็นที่นั่งเล่นผ่อนคลายยามแดดร่มลมตก ทำให้ได้เห็นภาพชัดเจนว่าความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ “บ้าน” นั่นเอง
ก่อนจากกันในสัปดาห์นี้ก็ขอขอบคุณบรรดาแฟนๆ ทั่วประเทศอีกครั้งที่ให้ความสนใจกับ “บ้านไม่บาน” ประเภท “ญาติเยอะ” ขนาด 12 ห้อง สำหรับบรรดาแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ท่านใดที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมก็ติดต่อได้ที่ เพลินผกา โทร.08-1421-8323 หรือเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ในเว็บไซต์ยอดฮิตของชาวคนรักบ้าน www.homeloverthai.com สำหรับสาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้คงมีแค่นี้แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ



