ไลฟ์สไตล์

ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น30บาทงานที่“เพื่อไทย”ต้องเข้ามาเคลียร์ (1)

ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น30บาทงานที่“เพื่อไทย”ต้องเข้ามาเคลียร์ (1)

05 ส.ค. 2554

ระบบสุขภาพไม่ใช่แค่ฟื้น30บาทงานที่“เพื่อไทย”ต้องเข้ามาเคลียร์ (1) : รายงานโดย 0 พวงชมพู ประเสริฐ 0

           แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลปี 2554 คือ พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคที่เชื่อมโยงกับพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ซึ่งได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างถล่มทลายเมื่อ 10 ปีก่อนจาก “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค” จนนำมาสู่การเกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือสิทธิรักษาฟรีในปัจจุบัน ถึงวันนี้วันที่ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากนโยบายนี้ถูกสะท้อนออกมาเป็นวงกว้าง นับเป็นโอกาสดีที่เครือข่ายพรรค ทรท. ในฐานะผู้ผลักดันนโยบายจะเข้ามาแก้ไขสภาพปัญหาระบบสุขภาพและการสาธารณสุขที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่กล้าแตะในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา 
 
             การแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่จะเพียงพอเพียงแค่ “ฟื้น 30 บาท” โดยการเรียกเก็บค่าใช้บริการรักษาโรคจากผู้ป่วยในสิทธิรักษาฟรีเป็นเงิน 30 บาท เพื่อให้โรงพยาบาลมีเงินเพิ่มในการบริหารจัดการและสกัดผู้ป่วยไม่ให้เข้ารับการรักษาพยาบาลแบบฟุ่มเฟือยตามที่พรรค พท.ประกาศเท่านั้น เพราะระหว่างเดือนเมษายน 2553-กุมภาพันธ์ 2554 คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและปัญหาเร่งด่วนของสาธารณสุข ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

            สรุปและทำการศึกษาผลกระทบต่อระบบสุขภาพและการสาธารณสุข ใน 5 ประเด็น ได้แก่ 1.ความเสี่ยงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการบริหารจัดการงบประมาณหลักประกันสุขภาพ 2.ปัญหาวิกฤติการเงินโรงพยาบาลภาครัฐ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) 3.ปัญหาค่าใช้จ่ายในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นภาระกับงบประมาณของแผ่นดินอย่างมาก 4.นโยบายเรื่องการขยายสิทธิประกันสังคมแก่คู่สมรสและบุตรของผู้ประกันตน และ 5.ปัญหาผลกระทบของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...
   
              "คม ชัด ลึก" ขอนำเสนอรายละเอียดเป็นตอนๆ เริ่มจากความเสี่ยงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการบริหารจัดการงบประมาณหลักประกันสุขภาพ  คณะอนุกรรมาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรถึง 48 ล้านคน หลังจากเชิญผู้แทนจากกลุ่มประกันสุขภาพ สป.สธ.มาให้ข้อมูล ทำให้ได้ข้อมูลว่า สถานการณ์ทางการเงินการคลังหน่วยบริการสาธารณสุข ปี 2552 ขาดทุน 62.58% หรือจำนวน 505 โรงพยาบาล ยอดรวมราว 5,575 ล้านบาท ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องจำนวน 175 โรงพยาบาล 
  
            เหล่านี้เป็นผลจากการที่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนดการจัดสรรงบประมาณตามหลักเกณฑ์รายหัว ทำให้หน่วยงานที่มีประชากรน้อยได้รับงบประมาณน้อย ไม่สอดคล้องกับภาระงานจริงของโรงพยาบาล รวมถึงการนำเงินเดือนบุคลากรของสถานพยาบาลผูกติดกับงบเหมาจ่ายรายหัว หน่วยงานที่มีบุคลากรมากจะถูกหักงบรายหัวเป็นเงินเดือนมาก จนบางแห่งมีงบประมาณไม่พอต่อการบริการ อีกทั้งรายได้จากกองทุนสุขภาพอื่น ซึ่งโดยปกติจะถูกนำมาชดเชยกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้รับลดลง ดังนั้น ควรกำหนดให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หน่วยงานที่รับผิดชอบบริหารหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยบริการหรือสถานพยาบาลต่างๆ ตามผลงานที่เกิดขึ้น

            แต่สิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการค้นพบและตั้งเป็นข้อสังเกตสำคัญ คือ รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณเข้าระบบหลักประกันสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณสำหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เงินเดือนซึ่งรวมอยู่ในงบเหมาจ่ายรายหัวไม่เพิ่มขึ้น โดยงบที่ สปสช.บริหารในปี 2554 เพิ่มขึ้นจาก ปี 2545 ถึง 266% ถือเป็นการขยายตัวมากจนน่าเป็นห่วงงบประมาณในอนาคต ที่จะต้องมีการใช้จ่ายจำนวนมากจากระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงต้องมีการกำหนดรูปแบบการควบคุมไม่ให้สูงจนเป็นภาระในอนาคต

            อีกทางหนึ่ง สปสช.นำเสนอสรุปบัญชีค่าใช้จ่าย 3 ปี ณ สิ้นปี ว่า ปี 2551 มีงบคงเหลือ 11,570 ล้านบาท ปี 2552 เหลือ 12,323 ล้านบาท และปี 2553 ณ วันที่ 30 กันยายน งบคงเหลือ 15,701 ล้านบาท โดยมีภาระค่าใช้จ่าย 2 ส่วน คือ ส่วนที่มีรายการหลักฐานเรียกเก็บแล้ว เช่น ค่าเหมาจ่ายรายหัวค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายสูงค้างจ่าย และส่งเสริมป้องกันค้างจ่าย จำนวน 2,813 ล้านบาท และส่วนที่ยังไม่มีรายการหลักฐานเรียกเก็บแต่ประเมินว่า จะมีการเรียกเก็บ อาทิ กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพ กองทุนโรคเอดส์ และกองทุนโรคเรื้อรัง จำนวน 12,890 ล้านบาท กระทั่งวันที่ 28 ธันวาคม 2553 มีการจ่ายงบทั้ง 2 ส่ว นทำให้มีเงินคงเหลือรวม 7,754 ล้านบาท

             นอกจากนี้ การศึกษากรณีการบริหารงบประมาณด้านการเงินการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประจำปีงบประมาณ 2552-2553 พบว่า สธ.และ สปสช.มีข้อมูลตัวเลขงบดุลและข้อมูลผลประกอบการของหน่วยบริการไม่เหมือนกัน ทั้งที่งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเป็นงบประมาณจำนวนเดียวกัน จำเป็นต้องมีการหาสาเหตุต่อไป

             ในภาพรวมอนุกรรมาธิการได้สรุปและลงความเห็นส่วนที่สำคัญในเรื่องความเสี่ยงของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการบริหารจัดการงบประมาณหลักประกันสุขภาพ ว่า 1.ให้มีการกำหนดงบประมาณในส่วนของรายจ่ายขั้นต่ำของ สธ.ขึ้นมาพิจารณาและนำเสนอต่อสำนักงบประมาณจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายขั้นต้น 2.สาเหตุที่ทำให้โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการในสังกัด สป.สธ.ประสบภาวะวิกฤติ ได้แก่ การจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวไม่สอดคล้องกับสภาพความจริง 3.วิธีการแก้ปัญหาของ สธ.ที่ใช้วิธีการเกลี่ยงบระดับจังหวัด เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อาจทำให้เกิดปัญหาเชิงระบบอย่างมากจนยากจะแก้ไข

             4.รพ.สธ.กำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง หากเกิดจากการบริหารที่ไม่มีประสิทธิภาพต้องมีการปรับเปลี่ยนระบบการบริหารใหม่  แต่หากเกิดจากการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ ต้องเพิ่มงบประมาณเพราะอาจส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการได้ และ 5.ควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อทำหน้าที่ติดตามเรื่องการใช้งบประมาณต่างๆ ของส ธ.อย่างจริงจัง และประชาชนควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ 

             ทั้งหมดนี้กำลังรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่จากพรรคเพื่อไทยเข้ามาเคลียร์ ในฐานะผู้กุมบังเหียนสูงสุดของ สธ. และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ประธานบอร์ด สปสช.)

             ติดตามผลการศึกษา เรื่อง “ปัญหาวิกฤติการเงินโรงพยาบาลภาครัฐสังกัด สป.สธ.” ได้ในหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก