
เหตุเกิดที่วังน้ำเขียว:ใครถูก?ใครผิด?
เหตุเกิดที่อำเภอวังน้ำเขียว ใครถูก?ใครผิด? โดย 'อนันต์ ดาโลดม' นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย อดีตส.ว.สุราษฎร์ธานี ชี้ชัด ต้นเหตุปัญหามาจากนโยบายรัฐ ซัด 'กรมอุทยานฯ-กรมป่าไม้' มีวาระซ่อนเร้น
ในช่วงเดือนกรกฎาคม มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นมากมาย เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกที่เข้าไปปฏิบัติการ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตก ถึง 3 ลำ ตั้งแต่วันที่ 16, 19 และ 24 กรกฎาคม 2554 ติดต่อกันมา นำความเศร้าโศกเสียใจต่อครอบครัว ญาติพี่น้อง และประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต่อความสูญเสียทหารกล้า รวมทั้งสื่อมวลชนถึง 17 คน ในเวลาใกล้เคียงกัน
และข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน คือ การเข้าปฏิบัติการจับกุม กวาดล้างผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และบุกรุกพื้นที่ สปก. ในอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผนวกกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
การออกปฏิบัติการของหน่วยงานทั้ง 2 กระทรวง เป็นข่าวครึกโครม โดยการประชาสัมพันธ์ ทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์เสนอข่าวของสื่อมวลชน ทำให้ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และต่อเนื่องมาโดยตลอด
อำเภอวังน้ำเขียวในมุมมองของผู้ซึ่งเคยไปทำงาน ไปเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียว ในช่วงระยะเวลา 30 ปี ที่ผ่านมา และในฐานะนักเกษตร ผู้บริหารการเกษตรของหน่วยงานภาครัฐ สมาชิกวุฒิสภา (สายเกษตร) ผู้บริหารธุรกิจเกษตร ภาคเอกชน และองค์กรวิชาชีพด้านการเกษตร
สาเหตุของปัญหา
ก่อนหน้า 40 ปี ที่ผ่านมา ในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว โดยเฉพาะหมู่บ้านที่เกิดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งมีภูเขาสลับซับซ้อนมาก เป็นเขตแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ประชากรส่วนใหญ่จะมาจากพื้นที่หลายจังหวัด จับจองพื้นที่เพื่อทำการเกษตรได้เกิดขึ้น หลังจากพื้นที่ป่าสัมปทานที่กรมป่าไม้ ได้อนุญาตให้เอกชนได้รับสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นไร่
และเมื่อพื้นที่ป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์ได้ถูกตัด ชักลากออกไปจากผู้ได้รับสัมปทาน เหลือแต่ตอไม้ พื้นดินว่างเปล่า หมดอายุสัมปทาน ทำให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ดั้งเดิม รวมทั้งราษฎรที่อพยพมาจากหลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี จากภาคกลาง เช่น สระบุรี จากภาคตะวันออก เช่น ปราจีนบุรี และอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ได้เข้าไปจับจองทำการเกษตรโดยการเผาตอไม้ ปรับสภาพพื้นที่เพื่อปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง
ซึ่งเป็นต้นเหตุการณ์พังทลายของหน้าดิน เกิดการชะล้างอย่างมากมาย เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลาดชัน ไม่เหมาะสำหรับการปลูกพืชไร่ และหลังจากสภาพพื้นดินเสื่อมโทรม การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ให้ผลผลิตต่ำ เกษตรกรและชาวบ้านเหล่านี้ ก็ขายพื้นที่ให้แก่นายทุน หรือผู้ที่สนใจที่ได้สัมผัสกับความสวยงามของภูมิประเทศ และอากาศที่เย็นสบาย
แล้วราษฎรเหล่านี้ก็ไปบุกรุกพื้นที่ป่าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อทำการเกษตรโดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถหยุดยั้งได้
จากความหลากหลายของผู้ที่อพยพไปอยู่ในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว ดังนั้นภาษาพูดและวัฒนธรรมประเพณี จึงมีความหลากหลาย ประชากรเหล่านี้ได้เข้าไปจับจองพื้นที่ของรัฐ ประกอบอาชีพทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ และกลายเป็นชุมชนที่ใหญ่ขึ้น
ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา ก็มีบุคคลบางส่วนจากกรุงเทพมหานคร ผู้รักธรรมชาติ ข้าราชการเกษียณอายุ นักธุรกิจ ที่ได้ไปพบเห็นสภาพพื้นที่และสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย จึงได้เข้าไปซื้อที่ดินจากราษฎรที่อพยพเข้าไปจับจองพื้นที่ก่อนหน้านี้ ซึ่งคนเหล่านี้ระยะแรกก็ต้องต่อสู้กับความธุรกันดาร ไม่มีถนน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา แต่ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศและความสวยงามของภูมิประเทศ บุคคลเหล่านี้และคนรุ่นหลังที่มีฐานะและชอบบรรยากาศก็ได้มีการเข้ามาหาซื้อที่ดินจากราษฎร และเกษตรกร ก่อสร้างบ้านพัก รวมทั้งลงทุนในการสร้างรีสอร์ท เพื่อรองรับผู้ที่ชอบบรรยากาศและความสงบที่มาท่องเที่ยววังน้ำเขียวมากขึ้น
จนถึงปัจจุบันนี้ มีบ้านพักและรีสอร์ทที่รองรับนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นที่อำเภอวังน้ำเขียวเท่าที่สำรวจได้มีมากกว่า 500 รีสอร์ท จนกลายเป็นปัญหาในการบุกรุกพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ สปก. ร่วมกับเกษตรกร ราษฎร สถานที่ราชการเกือบทั้งหมดในอำเภอวังน้ำเขียว
สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
อำเภอวังน้ำเขียว มีสภาพภูมิประเทศล้อมรอบด้วยภูเขาสูงเกือบทุกด้าน บริเวณภายในที่ถูกล้อมรอบด้วยภูเขาสูง จะเป็นเนินเขาใหญ่น้อยสลับกับพื้นที่ลาดชัน ทำให้มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีอากาศที่เย็นสบายเกือบทั้งปีมีฝนตกชุก หลังฝนตก ในตอนเช้าและตอนเย็นจะปกคลุมด้วยหมอกกระจายไปทั่วพื้นที่ ทำให้เกิดความสวยงาม
อันเป็นที่มาของคำขวัญที่ว่า “วังน้ำเขียว เมืองหนาว ภูเขามากมาย น้ำตกหลากหลาย ผลไม้นานาพรรณ แดนสวรรค์เมืองในหมอก”
และอำเภอวังน้ำเขียวยังเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำมูล ลำพระเพลิง ลำเชียงสา ลำน้ำบางปะกง และมีลำน้ำสาขาย่อยอีกเป็นจำนวนมาก มีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เฉลี่ยประมาณ 300 – 700 มิลลิเมตร
ข้อมูลทั่วไปอำเภอวังน้ำเขียว
อำเภอวังน้ำเขียว เป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอดีตนั้นขึ้นกับ อำเภอปักธงชัย ต่อมาในปี 2535 มีการแบ่งการปกครองเป็นกึ่งอำเภอวังน้ำเขียว และในปี 2540 กิ่งอำเภอวังน้ำเขียว ได้ยกฐานะเป็นอำเภอ โดยมีพื้นที่ 5 ตำบล คือ ตำบลอุดมทรัพย์ ตำบลวังน้ำเขียว ตำบลไทยสามัคคี ตำบลระเริง และตำบลวังหมี พื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอวังน้ำเขียว จะอยู่ในอุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดปราจีนบุรี และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
อำเภอวังน้ำเขียว มีขนาดพื้นที่ 1,129.9 ตารางกิโลเมตร หรือ 706,243 ไร่ แต่ในจำนวนพื้นที่ดังกล่าวนี้ จะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 173,218 ไร่ พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 12,500 ไร่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูเขาหลวง 78,350 ไร่ ป่ากันคืน สปก. 170,000 ไร่ รวมพื้นที่ของหลวงประมาณ 430,000 ไร่ หรือประมาณ 60% และในจำนวนพื้นที่ที่เหลือประมาณ 270,000 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร นอกนั้นจะเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ถนนหนทาง และสิ่งก่อสร้างต่างๆ
อำเภอวังน้ำเขียว มีประชากรทั้งสิ้น (เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2551) 39,006 คน แยกเป็นชาย 19,505 คน หญิง 19,501 คน แต่จำนวนประชากรที่แท้จริงคงจะมากกว่านี้มาก เนื่องจากบรรดาผู้ที่มีบ้านพัก สร้างรีสอร์ท และประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม และบริการ มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ย้ายสำมะโนครัวมาอยู่อำเภอวังน้ำเขียว
ทรัพยากรดินและทรัพยากรน้ำ
ดินในอำเภอวังน้ำเขียว ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก และการประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่ส่วนใหญ่ คือ การปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย ซึ่งปลูกในพื้นที่ลาดชัน และบางส่วนปลูกในพื้นที่สูงกว่า 35° เมตร จากการที่ได้มีการบุกรุกทำลายป่าและเผาป่า เพื่อมาปลูกพืชไร่ทั้ง 3 ชนิดนี้ ทำให้เกิดการชะล้างสูง คุณภาพของดินเสื่อมโทรม และดินขาดความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
มีพื้นที่ส่วนน้อยที่ปลูกพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ผลไม้ รวมทั้งปลูกไม้ยืนต้น เช่น ต้นสัก ยูคาลิปตัส สน ยางพารา ฯลฯ
การปลูกพืชไร่ คือ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เกิดการบุกรุกทำลายป่า จากการทำไร่เลื่อนลอย และเกษตรกรประสบปัญหาการขาดทุน ต้องขายที่ดินที่เข้าไปยึดครองให้แก่พ่อค้า นายทุน แล้วเกษตรกรเหล่านี้ก็ไปบุกรุกทำลายป่า จับจองพื้นที่แหล่งใหม่ และก็ปลูกพืชไร่ทั้ง 3 ชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนมือมาโดยตลอด
และผู้มีฐานะที่ได้ซื้อที่ดินต่อจากเกษตรกร หรือชาวบ้านที่เข้าไปจับจองพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่ป่าสงวนหรือแม้แต่พื้นที่ สปก. ที่รัฐจัดสรรให้มาสร้างเป็นบ้านพัก เป็นรีสอร์ทที่สืบทอดกันมากว่า 20 ปี และหน่วยงานของรัฐเพิ่งมาดำเนินการจับกุม ดำเนินคดีกับเจ้าของรีสอร์ท เจ้าของบ้านพัก ดังที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
และถ้าจะดำเนินการทั้งหมด ผู้ประกอบธุรกิจ เจ้าของบ้านพัก และพี่น้องเกษตรกรที่ประกอบอาชีพอยู่ในอำเภอวังน้ำเขียว แม้แต่สถานที่ราชการหลายแห่งก็คงต้องถูกดำเนินคดีด้วย
และหากเป็นอย่างนั้นจริง ขอถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ปล่อยปะละเลยให้เกิดการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เปลี่ยนมือของเกษตรกรที่ได้รับ สปก. ไปสู่ผู้ซึ่งไม่ได้ประกอบอาชีพการเกษตรตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
ประเด็นที่ควรจะได้มีการพิจารณา
1.ต้นตอของปัญหาที่แท้จริง น่าจะมาจากนโยบายของรัฐ ที่อนุญาตให้สัมปทานป่าไม้แก่ภาคเอกชน ซึ่งการให้นโยบายสัมปทานป่าไม้แก่เอกชนนี้ ถือเป็นนโยบายที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง ที่รัฐสามารถเอาทรัพยากรของแผ่นดินโดยเฉพาะป่าไม้ที่เป็นสมบัติล้ำค่า มีอายุยาวนานกว่าจะมาเป็นต้นไม้ใหญ่ มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรของทุกคนในแผ่นดิน ที่รัฐในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยทั้งชาติ จะต้องพึงรักษาไว้ แต่กลับใช้อำนาจไปเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ปัญหาที่ตามมา คือ
1.1พื้นที่สัมปทานป่าไม้ที่รัฐให้สัมปทานแก่เอกชน ไม่เฉพาะแต่อำเภอวังน้ำเขียว หากรวมทั้งประเทศจะมีจำนวนนับหลายล้านไร่ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีนโยบายปิดป่าเมื่อปี 2530 เป็นประโยชน์แก่คนไม่กี่ราย แต่ทำลายทรัพยากรป่าไม้ของชาติจำนวนมหาศาล ไม่สามารถฟื้นฟูได้
1.2ผู้ได้รับสัมปทานไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญา คือ การปลูกต้นไม้แทนต้นไม้ที่ถูกตัดในพื้นที่สัมปทาน
1.3ผู้ได้รับสัมปทาน นอกจากจะตัดไม้ในพื้นที่สัมปทานแล้ว ยังไปลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่านอกสัมปทาน แล้วนำไม้มาสวมตอว่าเป็นไม้ที่ตัดจากพื้นที่สัมปทาน ดังนั้นพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกตัดโค่นจากผู้ได้รับสัมปทาน จึงมีพื้นที่ที่ถูกตัดทำลายไปมากกว่าจำนวนตัวเลขที่ได้รับสัมปทานมากมาย
1.4เมื่อพื้นที่ป่าไม้เดิมที่ได้รับสัมปทานถูกตัดโคนไป เหลือแต่ตอไม้ ไม่ได้มีการปลูกแทน ขาดการควบคุม จึงเกิดการบุกรุกเข้าไปยึดพื้นที่ทำมาหากินของราษฎรผู้ยากไร้ เผาตอไม้ ทำไร่เลื่อนลอย และขายพื้นที่ให้แก่นายทุนในระยะเวลาต่อมา
นี่คือต้นตอของปัญหาอันแท้จริง ของสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
2.จากข้อมูลพื้นที่ของอำเภอวังน้ำเขียว ประมาณ 706,000 ไร่ อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และพื้นที่ สปก. รวมกันถึง 430,000 ไร่ และมีพื้นที่อยู่นอกเขตประมาณ 270,000 ไร่ แต่ปรากฏว่าพื้นที่ทั้งหมดในอำเภอวังน้ำเขียวไม่สามารถที่จะออกโฉนดได้เลย หรือแม้แต่เป็น นส. 3
ดังนั้น พื้นที่ที่เอกชนหรือเกษตรกรถือครองที่อยู่นอกพื้นที่ของรัฐเหล่านี้ และมีการเปลี่ยนมือซื้อขายกันมาอย่างต่อเนื่องไม่สามารถเอาไปทำนิติกรรมใดๆ ได้เลย จึงเป็นข้อที่น่าสงสัยว่า พื้นที่ของอำเภอวังน้ำเขียวจะต้องเป็นของรัฐทั้งหมด ดังนั้นผู้ที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ยกเว้นเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรจาก สปก. จึงเป็นผู้ที่บุกรุกพื้นที่ของรัฐและกระทำผิดกฏหมายทั้งหมด
3.พื้นที่ สปก. ที่รัฐจัดสรรให้แก่เกษตรกร หรือพื้นที่ที่เกษตรกรบุกรุก ไม่ได้รับการแนะนำในการใช้พื้นที่ให้เหมาะสมกับศักยภาพ แต่ปล่อยให้เกษตรกรทำการเกษตรตามยถากรรม โดยเฉพาะการเผาป่า เผาหญ้า ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ลาดชัน ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชที่ทำให้เกิดปัญหาในการทำลายความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำลายหน้าดิน และในสภาพที่พื้นที่เป็นที่ลาดชัน เป็นเนินเขาสลับซับซ้อน เมื่อฝนตกโดยเฉพาะหน้าฝนที่มีฝนตกหนักมากในอำเภอวังน้ำเขียว ทำให้เกิดปัญหาชะล้าง ทำลายหน้าดิน พัดเอาดินลงมาสู่พื้นล่าง ลำธาร ลำคลองอย่างรุนแรง กลายเป็นเนินเขาหัวโล้นที่ได้พบเห็นโดยทั่วไปในปัจจุบันนี้
ยกเว้นแต่พื้นที่มีการก่อสร้างเป็นบ้านพัก เป็นรีสอร์ท หรือเป็นโฮมสเตย์ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือรองรับนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เจ้าของจะมีการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ประดับ ดอกไม้พรรณไม้ชนิดต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญทำให้พื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวที่ถูกทำลายโดยการปลูกพืชไร่ดังได้กล่าวมาแล้ว กลับคืนมาเป็นบางส่วน
4.ด้วยสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่ฤดูร้อนอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 - 35◦C และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - เดือนมกราคม อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 9 - 16◦C และมีปริมาณน้ำฝน เฉลี่ยทั้งปีถึงประมาณ 1,200 - 1,300 มิลลิเมตร ลักษณะเช่นนี้ สามารถที่จะปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนสูง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีความยั่งยืน ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เช่น การปลูกดอกไม้ ปลูกกล้วยไม้ พืชผักเมืองร้อน และพืชผักเมืองหนาว เพาะเห็ด ผลไม้ และไม้ยืนต้นอื่นๆ เช่น กาแฟ ยางพาราได้เป็นอย่างดี
ความจริงเกษตรกร และประชาชนในอำเภอวังน้ำเขียว ได้มีการปลูกดอกไม้ เช่น เบญจมาศ หน้าวัว และกล้วยไม้มาเป็นระยะหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการปลูกเบญจมาศเพื่อเป็นการสร้างรายได้ และส่งเสริมการท่องเที่ยว จนสามารถจัดเป็นเทศบาลดอกเบญจมาศบาน ของตำบลไทยสามัคคี ติดต่อกันมาถึง 9 ปี
มีฟาร์มเพาะเห็ดที่มีชื่อเสียงมีคุณภาพ มีไร่องุ่นที่สามารถขายเป็นองุ่นบริโภคสด และผลิตเป็นไวน์ที่มีคุณภาพ การปลูกผักไร้สารที่สามารถส่งเข้าสู่ Supermarket ในกรุงเทพมหานคร และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ เพื่อการส่งออก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกพุทรานมสดที่เทคโนโลยีการผลิตโดยเฉพาะ ทำให้พุทราของอำเภอวังน้ำเขียวเป็นพุทราที่มีรสชาติอร่อยที่สุด ขายได้ราคาแพงที่สุด เหนือว่าพุทราของพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย
และในปัจจุบันก็ยังมีพืชตัวใหม่ที่จะสร้างป่า สร้างความชุ่มชื้น โดยการใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับศักยภาพ คือ การปลูกยางพารา และการปลูกกาแฟที่มีเอกชน และเกษตรกรหลายรายดำเนินการอยู่ในขณะนี้
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าหน่วยงานของรัฐไม่ได้ทำการส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงอาชีพทางการเกษตรให้แก่เกษตรกรวังน้ำเขียว จากการที่เคยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ที่มีปัญหาการใช้พื้นที่ ทำลายสภาพแวดล้อม
และประการสำคัญที่สุด คือ เกษตรกรที่ปลูกพืชทั้ง 3 ชนิดนี้ ไม่สามารถรักษาที่ดินของตัวเองไว้ได้ เพราะประสบปัญหาการขาดทุน เป็นหนี้สิน จนต้องขายที่ดินให้แก่พ่อค้านายทุน และเปลี่ยนสภาพจากการเป็นเกษตรกรเจ้าของที่ดิน กลายมาเป็นผู้เช่าที่ดินของตนเองแทน
นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในอำเภอวังน้ำเขียว โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เคยที่จะศึกษาหาทางแก้ไขต้นตอของปัญหา ปล่อยให้เกษตรกรต้องต่อสู้และผจญปัญหาจนวังน้ำเขียวกลายมามีสภาพดังปรากฏในปัจจุบัน
เกษตรกรที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนที่อำเภอวังน้ำเขียว เท่าที่สังเกตดูคือ เกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดินจาก สปก. และใช้พื้นที่เพื่อปลูกพืชผักไร้สารตามแนวพระราชดำริ หรือเกษตรกรที่ทำการเกษตรในนิคมสหกรณ์การเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้รับการดูแลและการสนับสนุนโครงการจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ในการจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อปลูกพืชผักและกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ช่วยเหลือทางด้านการตลาดให้แก่สมาชิก
แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า โครงการเหล่านี้ยังไม่สามารถขยายออกไปได้มากนัก เพราะความจำกัดทางด้านงบประมาณของ สปก. ในการจัดหาแหล่งน้ำ และงบประมาณในการส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรที่อยู่ในโครงการอย่างเพียงพอ
5.จากการที่เกษตรกรจำนวนมากที่ต้องสูญเสียที่ดินที่ได้จากการบุกรุกหรือได้รับการจัดสรรจาก สปก. และจากพื้นที่ป่ากลายมาเป็นชุมชน มาเป็นเมือง มีผู้ที่มาลงทุนซื้อที่ดิน ปลูกบ้านพัก สร้างรีสอร์ท โฮมสเตย์ หรือแม้แต่อาชีพทำการเกษตร
ประกอบกับมีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวที่วังน้ำเขียวแต่ละปีนับเป็นจำนวนหลายแสนคน ทำให้ชาวอำเภอวังน้ำเขียวหรือเกษตรกรที่สูญเสียที่ดิน รวมทั้งลูกหลานก็ได้อาศัยสถานที่ประกอบการเหล่านี้เป็นแหล่งรายได้ คือ การไปเป็นลูกจ้าง พนักงานทำงานในรีสอร์ท ภัตตาคาร ร้านอาหาร สถานที่ประกอบการ หรือเป็นแรงงานในภาคการเกษตร จนกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของชาวอำเภอวังน้ำเขียว
ทำให้ชาวอำเภอวังน้ำเขียว ทั้งหัวหน้าครอบครัว และลูกหลานไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือนไปหางานทำในกรุงเทพมหานคร หรือในโรงงานอุตสาหกรรมเหมือนกับชาวบ้านในจังหวัดอื่นๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
อัตราค่าจ้างแรงงานต่อวัน ของอำเภอวังน้ำเขียว จะมีอัตราสูงกว่าทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เฉลี่ยจะอยู่ที่ 200 – 220 ต่อวัน/คน ไม่เคยมีคนตกงานที่อำเภอวังน้ำเขียว
ดังนั้น สภาพเศรษฐกิจของอำเภอวังน้ำเขียว จึงค่อนข้างดี มีการจ้างงาน มีการกระจายรายได้จากการลงทุน หรือการมาพักอาศัยของผู้ที่มาประกอบการสูงมาก ค่าครองชีพของอำเภอวังน้ำเขียวค่อนข้างสูง แต่ทุกคนอยู่ได้
สภาพเศรษฐกิจที่ดีของอำเภอวังน้ำเขียว ที่ได้จากการจ้างงานและกระจายรายได้จากการลงทุนของผู้ประกอบการ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ทำให้อำเภอวังน้ำเขียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวมีความสุขที่สุด อำเภอวังน้ำเขียวไม่มีขโมย ผมไปทำงานใช้ชีวิตอยู่อำเภอวังน้ำเขียวประมาณ 2 ปี รวมทั้งการไปจัดงาน “วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย” เมื่อปี 2553 ไม่ปรากฏว่าอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่มีจำนวนมากมายสูญหายจากการลักขโมย
แม้แต่พื้นที่ที่ผมไปส่งเสริมการปลูกผัก ปลูกกาแฟ ปลูกยางพารา ปลูกไม้ผล บ้านหลังเล็กๆ ไม่มีรั้ว ไม่มีที่กั้น ไม่เคยมีของหาย รวมทั้งการบอกเล่าของผู้อาศัยอยู่ ณ อำเภอวังน้ำเขียวมาเป็นเวลาหลายปี ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ที่นี่มีความปลอดภัยสูง” ไม่มียาเสพติด อาชาญกรรมน้อยมาก ไม่มีแหล่งโสเภณี คนที่อยู่วังน้ำเขียวรักอำเภอวังน้ำเขียว คนต่างถิ่นที่มาเยือนวังน้ำเขียวรักอำเภอวังน้ำเขียว อยากสร้างสิ่งดีๆ ให้อำเภอวังน้ำเขียว
6.ผมเป็นนักเกษตร เมื่อได้เห็นการประกอบอาชีพการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรอำเภอวังน้ำเขียว ก็สามารถคาดการณ์ถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับอำเภอวังน้ำเขียว หากปล่อยให้เกษตรกร ยังคงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ไปอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการทำลายทั้งตัวเกษตรกรเอง การทำลายสภาพแวดล้อมจากการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช การพังทลายของดินจากการถูกชะล้าง การก่อเกิดปัญหาสภาวะโลกร้อนจากการเผาวัชพืช เผาอ้อย เผาซังข้าวโพด เพื่อปลูกในฤดูต่อไป
จึงได้พยายามที่จะเสนอความคิดว่า การเกษตรวังน้ำเขียวนั้น สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการเกษตรที่ยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ผลตอบแทนที่ดี เกษตรกรสามารถรักษาพื้นที่ทางการเกษตรไว้ได้ สามารถจำหน่ายผลิตผลที่มีคุณภาพสูงให้แก่ผู้บริโภคได้ตลอดทั้งปี และสร้างสิ่งที่สวยงามให้แก่อำเภอวังน้ำเขียว
เช่น การปลูกดอกไม้ที่สามารถปลูกได้ดีมากที่อำเภอวังน้ำเขียว อาทิ เบญจมาศ กล้วยไม้ รวมทั้งการปลูกดอกไม้เมืองหนาวที่พิสูจน์ให้เห็นความสำเร็จมาแล้ว จากมหกรรมงานศิลป์ ดินแดนแห่งความสุข ... “วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2553 – 28 กุมภาพันธ์ 2554
เพราะดอกไม้ที่ใช้ในงานวังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย ไม่ว่าจะเป็น พิทูเนีย บีโกเนีย ฤษีผสม เทียนฝรั่ง ดาวเรือง เวอร์บีน่า ซาเวีย ดาวกระจาย-ฝรั่งเศส เสี้ยนฝรั่ง ตะวันยอแสง เทียนนิวกินี แวงก้า กะหล่ำประดับ ฯลฯ ทุกต้นปลูกที่วังน้ำเขียวทั้งนั้น
การปลูกผักไร้สาร การเพาะเห็ด ปลูกพุทรานมสด ปลูกองุ่น ลิ้นจี่ มะม่วง หรือแม้แต่ยางพารา กาแฟ สำหรับกาแฟกำลังมีการทดสอบปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า พันธุ์โรบัสต้า ในพื้นที่ 150 ไร่ และกำลังผลิตกล้ากาแฟขายแก่เกษตรกรในราคาถูก เพื่อไปปลูกในพื้นที่คนละไร่ 2 ไร่ และจะรับซื้อเมล็ดกาแฟ เพื่อมาผลิตเป็นกาแฟจากแหล่งกำเนิดของวังน้ำเขียว เช่นเดียวกับกาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง กาแฟดอยวาวี กาแฟเขาทะลุ และกาแฟเขาช่อง ซึ่งหากทำสำเร็จ วังน้ำเขียวก็จะเป็นแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียง และเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรอำเภอวังน้ำเขียว ที่ยั่งยืนต่อไป
รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ฟ้าประทาน เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน และศูนย์เรียนรู้ฟลอร่า พาร์ค เพื่อการเพาะพันธุ์และผลิตได้ดอกไม้ประดับอย่างยั่งยืน ของอำเภอวังน้ำเขียว
บทสรุป
1.ปัญหาที่ดินของอำเภอวังน้ำเขียว หรือพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหาทั่วประเทศ เกิดจากนโยบายของรัฐในการให้สัมปทานป่าไม้ เอาทรัพยากรของแผ่นดินไปให้แก่เอกชน
2.การบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ สืบเนื่องมาจากพื้นที่ป่าถูกตัดทำลาย โดยนโยบายการให้สัมปทาน เมื่อต้นไม้ถูกตัดโค่น กลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่า จึงเกิดการบุกรุกจากราษฎร นายทุนขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง โดยที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถควบคุมได้
3.พื้นที่อุทยานแห่งชาติ กับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหลายแห่ง ได้ถูกประกาศภายหลัง ในพื้นที่ที่ราษฎรได้เข้าไปทำมาหากินอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกับราษฎรที่เข้าไปครอบครองที่ดินอยู่ก่อน
4.ปัญหาเรื่องที่ดินของอำเภอวังน้ำเขียวเกิดขึ้นมามากกว่า 30 ปี ปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การเปลี่ยนมือพื้นที่ สปก. ได้เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่รับทราบมาโดยตลอด เหตุไฉนหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข ตัดไฟแต่ต้นลม ตั้งแต่การเริ่มต้นของปัญหา
5.การปล่อยปะละเลยที่ทำให้ปัญหาหมักหมมมาเป็นระยะเวลานาน จากจุดเล็กๆ จนกลายมาเป็นปัญหาระดับประเทศ และไม่ได้เกิดเฉพาะที่อำเภอวังน้ำเขียวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเกือบทุกแห่งในประเทศที่มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ เขตวนอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ของกรมธนารักษ์ พื้นที่ สปก. และยากต่อการแก้ไข และเชื่อว่าจะแก้ไขไม่ได้ หากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ยังใช้วิธีการเช่นเดียวกับที่อำเภอวังน้ำเขียว
6.ปฏิบัติการที่อำเภอวังน้ำเขียว กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ ได้มีการหารือ หรือพิจารณาร่วมกับทางจังหวัด หรืออำเภอ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนบ้างหรือไม่ เพราะหากผลกระทบเกิดขึ้นจากการดำเนินการของท่าน ก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น เกิดการประท้วง การชุมนุม ปัญหาคนตกงาน ผู้ที่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่พวกท่าน แต่จะเป็นนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำรวจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ
7.อธิบดีทั้ง 2 กรม ให้ข่าวประชาสัมพันธ์การปฏิบัติการทุกวัน มีคำพูดที่ฟังแล้วรู้สึกประทับใจมาก เช่น มีผู้ถามว่า “ทำไมเพิ่งมาทำในตอนนี้” ท่านตอบว่า “ทำในวันนี้ดีกว่าไม่ได้ทำ” หรือท่านพูดว่า “วังน้ำเขียวไม่ใช่สวิตเซอร์แลนด์ แต่เป็นที่อยู่ของกระทิง”
ถามว่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่หรือที่เขาแผงม้า อำเภอวังน้ำเขียว มีผู้ลักลอบยิงกระทิงมาหลายครั้ง ท่านเคยป้องกันได้หรือไม่ แม้แต่กระทิงที่เจอจั่นห้าวของนักล่าสัตว์ได้รับบาดเจ็บลงมาอยู่ที่พื้นที่ด้านล่างของเขาแผงม้า ตำบลวังน้ำเขียว เจ้าหน้าที่ใช้ยาสลบยิงเพื่อจับไปปล่อยป่า ได้ทราบข่าวว่ากระทิงตัวนี้ก็ตกเหวตายไปแล้ว อย่างนี้ท่านรักษาไว้ไม่ได้
คำพูดของท่านก็คือ การประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อปกป้องการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของท่านมาเป็นระยะเวลายาวนาน
8.การปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ได้ติดป้ายแจ้งเตือนให้เจ้าของรีสอร์ท และบ้านพักที่ได้ก่อสร้างมานานแล้ว ให้มีการรื้อถอน หรือหากไม่รื้อถอนเองก็จะให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการรื้อถอน โดยค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนจะไปเก็บจากเจ้าของรีสอร์ท หรือบ้านพักเหล่านั้น โดยถือว่าเป็นการกระทำตามกฎหมาย
แต่วิธีการที่ดำเนินการโดยการออกข่าวทุกวัน ใช้เจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก แต่งเครื่องแบบมีอาวุธครบมือ ดูเสมือนว่าท่านกำลังไปจับผู้ก่อการร้าย หรือผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ฆ่าคนตาย ทั้งๆ ที่บุคคลเหล่านี้ได้ไปใช้พื้นที่ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ อยู่อาศัย ประกอบธุรกิจมานับเป็นสิบๆ ปี เขาไม่ได้หนีไปไหน ท่านไม่จำเป็นต้องปฏิบัติการถึงขนาดนี้ เพราะเขาหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว
9.วิธีการที่ท่านดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการจัดระเบียบการใช้พื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อให้เป็น “ทับลาน Model” แล้วก็นำไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศนั้น ไม่ทราบว่าท่านมีแนวความคิดนี้ได้อย่างไร ยกเว้นแต่ท่านมีวาระซ่อนเร้นในการเลือกปฏิบัติสำหรับที่อำเภอวังน้ำเขียว
10.การปฏิบัติของท่านอ้างกฎหมายมาโดยตลอด จากการปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ที่ปล่อยให้มีการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่ามาเป็นระยะเวลานานมาก เสียดายที่ว่าไม่เคยมีใครที่จะใช้ช่องทางของกฎหมาย ฟ้องร้องดำเนินคดีกับท่านในฐานะที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่ท่านถืออยู่ ท่านเลือกปฏิบัติและใช้อำนาจรัฐ เพราะรู้ว่าได้เปรียบและคงมีผู้คนเกาะกระแสอีกมาก ทั้งๆ ที่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีนั้น เกิดจากการละเลยของท่านทั้งสิ้น
11.สุดท้ายการบริหารราชการแผ่นดินที่จะเกิดประโยชน์แก่องค์กร แก่ประชาชน และประเทศชาติโดยส่วนรวมนั้น นักบริหารที่ดีจะต้องใช้หลักนิติศาสตร์ควบคู่กับหลักรัฐศาสตร์ บวกด้วยคุณธรรม และต้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชนในท้องถิ่น รวมทั้งผู้ที่ตกเป็นจำเลยได้มีโอกาสมาร่วมกันปรึกษาหารือ เพื่อที่จะให้การแก้ปัญหานั้น ลุล่วงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน ไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก
ผมเชื่อว่า “ทับลาน Model จะเกิดขึ้น เหมือนไฟไหม้ฟาง อีกไม่นานก็จะดับไป และทับลาน Model จะไม่สามารถนำไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ ได้เลย แต่ห



