ระดมสมองสอนประวัติศาสตร์
วัดไตรมิตรวรวิหาร - มูลนิธิ ร่มฉัตร จัดเสวนาระดมสมองสอนประวัติศาสตร์เพื่อปลูกฝังความรักชาติ
(2ส.ค.) วัดไตรมิตรวรวิหาร - มูลนิธิ ร่มฉัตร จัดเสวนาเรื่องประวัติศาสตร์สู่การรักชาติ ในประเด็นเรื่องความสำคัญของวิชาประวัติศาสตร์ ที่สามารถนำเยาวชนไปสู่การรักชาติได้ โดยมีผู้ร่วมรับฟังประมาณ 30 คน
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณอยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อดีตเลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการรักชาตินั้นจะเกิดได้ต้องทำให้คนในชาติมีความรู้สึกผูกพัน กันเป็นชีวิตเดียวกัน ร่วมสุขและทุกข์กัน เช่น เกิดเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้พอเราเห็นคนไทยไปช่วยกันก็จะทำให้เกิดความ รู้สึกรักชาติ รู้สึกร่วมกัน นอกจากนั้นจะต้องทำให้ทุกคนมีจิตสำนึกว่าที่ชาติไทยดำรงอยู่ได้เป็นความเสีย สละของบรรพบุรุษและคนอื่น ๆ อีกมากมาย และต้องทำให้เกิดจิตสำนึกว่าที่ชาติไทยจะอยู่ได้ต้องคนไทยเท่านั้นที่ช่วย กัน เพราะฉะนั้น การสอนประวัติศาสตร์ต้องตอบโจทย์ในเรื่องเหล่านี้จึงจะทำให้ผู้เรียนประวัติ ศาสตร์เกิดความรู้สึกรักชาติได้
ที่ ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ก็ใช้ประวัติศาสตร์ในการหล่อหลอมสร้างความรักชาติ แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปมากมีความหลากหลาย มีความเป็นพหุสังคมมากขึ้น เพราะฉะนั้น การเรียน ประวัติศาสตร์ก็จะต้องเปลี่ยนตามไปด้วยจะปลูกฝังความรักชาติโดยอาศัยกระแส หลักคงไม่พอแล้ว เพราะมีสื่อต่าง ๆ มากมายที่นำเสนอข้อมูลที่แตกต่างอยู่ตลอดเวลาซึ่งหากลูกหลานไทยไม่สามารถ ไตร่ตรอง วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ได้การจะทำให้เกิดความรักชาติจะทำได้ยาก เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ที่นักวิชาการและประวัติศาสตร์จะต้องมาคิดร่วมกันถึง แนวทางการสอนประวัติศาสตร์ในปัจจุบัน
คุณหญิงกษมา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ 1.จะ ต้องทำให้เด็กรู้สึกสนุก ท้าทาย และตื่นเต้น ซึ่งโดยเนื้อหาของวิชานี้ก็มีความตื่นเต้นอยู่แล้วถ้าเพิ่มเติมการนำนัก เรียนไปทัศนศึกษา ดูในพื้นที่จริงจะทำให้เด็กสนุกกับการเรียนวิชานี้เพิ่มมากขึ้น 2.ต้อง ทำให้เด็กรู้สึกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของตัวเขาด้วย ธรรมชาติของเด็กจะสนใจเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว ถ้าทำให้เด็กรู้สึกว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่ไกลตัวเด็กก็จะไม่สนใจ เรียนดังนั้นที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)จึงพยายามส่งเสริมการเรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจะต้องให้เด็กเชื่อม โยงท้องถิ่นไปสู่ความเป็นชาติให้ได้ด้วยถึงจะทำให้เด็กเกิดความรักท้องถิ่น และรักชาติได้
3.การ เรียนประวัติศาสตร์ จะต้องทำให้เด็กเห็นคุณค่าความเป็นพหุลักษณ์ในสังคมไทยได้ด้วย ให้ทุกคนเกิดความรู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติศาสนาใดแต่ทุกคนมีรากร่วม มีความทรงจำร่วมกับคนอื่น ๆ ในชาติ เรียนประวัติศาสตร์แล้วเขาจะต้องใจฟู แล้วรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชาติไม่ใช่เป็นคนที่ไม่มีใครนึกถึง ถ้าทำเช่นนี้แล้วจะทำให้คนที่เรียนประวัติศาสตร์เกิดความรักชาติได้ 4.จะ ต้องหาวิธีสอนประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่มีประสิทธิภาพได้ เพราะประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเป็นประวัติศาสตร์ใกล้ๆ ที่ยังอยู่ในความทรงจำของคน จึงมีผลนำไปสู่ความขัดแย้งหรือความรักชาติได้มาก
และ 5.การ จัดการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่การให้คำตอบสำเร็จรูปแก่เด็ก วันข้างหน้าอาจมีคนให้คำตอบสำเร็จรูปใหม่แก่เด็กได้อีก แต่คือการสอนให้เด็กเข้าใจกระบวนการแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และอคติให้ได้ ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายและครูจะเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญ
รศ.ดร.วง เดือน นาราสัจจ์ ภาคีราชบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ กล่าวว่า การเรียนประวัติศาสตร์เป็นรากฐานของการสร้างความเป็นชาติ เยาวชนทุกประเทศต้องเรียนประวัติศาสตร์โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการสร้างความ เป็นปึกแผ่น ความยิ่งใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาจะให้เรียนประวัติศาสตร์ถึงระดับอุดมศึกษา แม้กระทั่งนักศึกษาแพทย์ก็ต้องเรียนประวัติศาสตร์อเมริกา เพื่อเข้าใจการหลอมรวมสร้างความเป็นชาติและเกิดความภูมิใจ ความเป็นปึกแผ่นของชาติ จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าพลเมืองไม่สนใจชาติโดยเฉพาะคนที่จะเป็นผู้นำประเทศยิ่ง ต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุโรปผู้ที่จะเป็นกษัตริย์จะต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ อาทิ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซซาเบธ เมื่อที่ 2 ทรงเข้ารับตำแหน่งรัชทายาทก็ต้องเปลี่ยนการศึกษาที่ทรงศึกษาอยู่มา เรียนวิชาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมอย่างหนัก
อย่าง ไรก็ตาม อยากจะย้ำว่าการเรียนประวัติศาสตร์ที่แท้จริงไม่ใช่การเข้าไปรับรู้ว่ามี เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่ไหน เวลาใด ถ้าต้องการรู้เท่านี้ผู้เรียนสามารถหาอ่านเองได้ในห้องสมุด แต่ประวัติศาสตร์คือวิชาแห่งการตั้งคำถามฝึกการใช้เหตุใช้ผลวิเคราะห์ และเข้าถึงประเด็นรู้จักเชื่อมโยงข้อมูลผู้เรียนจะเกิดความเข้าใจว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นผลจากอดีตเช่นไร ถ้าเรียนประวัติศาสตร์ในแนวนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับคนในชาติ คนจะมีสติรู้จักใช้เหตุใช้ผลไม่หลงไปกับคำพูดใคร และเกิดความรู้สึกรักชาติ ร่วมพัฒนาประเทศชาติ
ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ตนมองว่าวิชาประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ คือ ฝึกให้รู้จักคิดวิเคราะห์ การมีเหตุและผล อย่างไรก็ตาม ในการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 2 มี เจตนารมณ์ที่จะให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ได้รับการพัฒนาทางด้านความคิด ปลูกฝังจิตสำนึกความภูมิใจในความเป็นไทย โดยในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 และที่ปรับปรุงใหม่ปี 2551 ได้มีการกำหนดกลุ่มสาระวิชา 8 กลุ่ม สาระ ซึ่งวิชาประวัติศาสตร์ หรือวิชาศีลธรรมอยู่ภายใต้ร่มใหญ่ของกลุ่มสาระวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยมีการกำหนดเวลาเรียนวิชาประวัติศาสตร์ให้ระดับชั้นประถมศึกษา 1-6 ต้องเรียน 40 ชม. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชม. และม.ปลาย 80 ชม. อีกทั้งรูปแบบการเรียนการสอนก็เปลี่ยนแปลงไปจากที่เรียนโดยฟังจากการบอกเล่า ของครู ก็ดึงให้มีส่วนร่วมมากขึ้นผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การแสดงละครประวัติศาสตร ภาพยนตร์สั้น เป็นต้น



