ไลฟ์สไตล์

เศรษฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการศึกษาสร้างความเท่าเทียมโอกาสทางสังคม

เศรษฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการศึกษาสร้างความเท่าเทียมโอกาสทางสังคม

02 ส.ค. 2554

เศรษฐศาสตร์เปลี่ยนโลกการศึกษาสร้างความเท่าเทียมโอกาสทางสังคม : ชุลีพร อร่ามเนตร รายงาน

           ปิดฉากลงเรียบร้อย สำหรับการ “ประชุมวิชาการนานาชาติด้านเศรษฐศาสตร์นโยบายการศึกษาว่าด้วยโอกาสและความเท่าเทียมกัน” จัดโดย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ธนาคารโลก และมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ด้วยความตระหนักในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างเมืองและชนบท ความแตกต่างโอกาส จากกรณีการศึกษาของนักวิชาการทั่วโลกเกี่ยวกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา

            ประเทศไทย เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่จัดตั้งกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อขยายโอกาสให้เด็กฐานะยากจนสู่การศึกษาที่สูงขึ้น รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมธบ. เล่าว่า จากผลสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของไทยปี 2549 พบว่าอัตราการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยร้อยละ 50 มาจากครัวเรือนที่มีรายได้สูง ส่วนครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น

            การเงิน อีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาระบบการศึกษาไทยที่จะสร้างความเท่าเทียม โอกาสให้เกิดขึ้น ดร.จามิล แซลมี นักวิชาการจากธนาคารโลกที่มีประสบการณ์ในการพัฒนากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา กล่าวว่า การที่ประเทศไทยมี กยศ. ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะการมีกองทุนดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างโอกาสให้แก่เด็กๆ แต่ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเท่าเทียมได้นั้น ต้องดูเรื่องของคุณภาพด้วย โดยที่ต้องบริหารจัดการกองทุนให้ผู้ที่ต้องการ มีความจำเป็นจริงๆ ไม่เช่นนั้นเมื่อมีกองทุนดังกล่าว กลายเป็นการทำให้คนไหลเข้าสู่ระดับอุดมศึกษามากเกินไปจนไม่มีคุณภาพ

            “การบริหารกยศ.แต่ละประเทศต่างกัน ประเทศไทยการมีมหาวิทยาลัยรัฐ เอกชน และมีกองทุนกู้ยืมเป็นสิ่งที่ช่วยเด็กเข้าสู่การเรียนรู้ระดับปริญญาตรีมากขึ้น การส่งเสริมให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยต้องดูคุณภาพของมหาวิทยาลัยด้วย ฉะนั้น วิธีการควบคุมคุณภาพของมหาวิทยาลัยจะสร้างมาตรฐาน ประเมินโดยหน่วยงานราชการอย่างเดียวไม่พอ เพราะข้าราชการมีข้อจำกัดในการควบคุม สิ่งที่ควรดำเนินการควบคู่ไปด้วย คือ ต้องมีข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่จบปริญญาตรีแต่ละสาขาวิชา มหาวิทยาลัยว่าได้เงินเดือนเท่าใด โอกาสว่างงาน การมีงานทำ ผลลัพธ์ในตลาดแรงงาน แล้วเผยแพร่ให้ทุกคนได้รู้ โดยเฉพาะคนที่กำลังตัดสินใจที่จะเรียนต่อ ซึ่งเมื่อมีการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้จะช่วยในการตัดสินใจของเด็ก และจะช่วยให้มหาวิทยาลัยมีคุณภาพมากขึ้น เพราะถ้ามหาวิทยาลัยไม่มีคุณภาพ เด็กก็จะไม่เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยก็จะปิดตัวลงไปเอง”

            กองทุนกยศ.ที่เกิดขึ้น ไม่ได้สร้างเพื่อให้มหาวิทยาลัยนำมาใช้เป็นวิธีการดึงเด็กเข้าไปเรียน แต่เป็นการสร้างโอกาส ความเท่าเทียมระหว่างเด็กเมือง ชนบท ฐานะครอบครัว การคัดกรองเด็กเพื่อเข้าสู่กองทุนกู้ยืมสำหรับประเทศกำลังพัฒนาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเงินในประเทศมีจำกัด การดูเฉพาะฐานเงินเดือนของพ่อแม่ การเสียภาษีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องดูลึกไปถึงจบมาจากโรงเรียนไหนทางม.ปลาย เพราะการมาจบจากโรงเรียนคุณภาพดีๆ นั้นหมายถึงเด็กอาจเรียนดี และสอบชิงทุนได้ หรือมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี รวมถึงต้องเข้าไปตรวจสอบโรงเรียน พื้นที่ สภาพแวดล้อมที่เด็กอยู่จริงๆ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า และผลที่ดำเนินการต้องแจ้งให้สังคมได้รู้ เพื่อให้เด็กมีความตระหนักในการนำเงินกู้ยืมเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์

            ศ.ดร.ซารา เทอร์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาการเงินในอุดมศึกษา เล่าเสริมว่า ทิศทางของกองทุนกู้ยืมต่อไปนอกจากจะเป็นการให้โอกาสแก่คนที่มาจากฐานะยากจน เพื่อได้เข้ามาเรียนในระดับสูงขึ้นอย่างทั่วถึงและเพียงพอแล้ว ยังต้องเป็นเงื่อนไข ข้อมูลในการเลือกเรียนมหาวิทยาลัยของเด็ก เพื่อที่จะได้มีปัญหาเรื่องการไม่มีงานทำ หรือคืนเงินกู้ โดยพวกเขาต้องรู้ว่าเรียนแล้วจบไปจะทำอะไร มหาวิทยาลัยเชี่ยวชาญด้านไหน ซึ่งหากมหาวิทยาลัย การศึกษา สามารถพัฒนาระบบการกู้ยืมที่เอื้อต่อการกู้ และคัดกรองคนเพื่อเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษา ที่มีคุณภาพต้องสร้างระบบไม่ซับซ้อน ยุ่งยาก และตรวจสอบได้

            ระบบการเงิน การกู้ยืม เป็นเสมือนสะพานเชื่อมโอกาสของเด็กเข้าสู่การศึกษามากขึ้น แต่หากเป็นเรื่องการพัฒนาคุณภาพแล้ว ครูย่อมเป็นปัจจัยหลักที่ต้องสร้างครูดี เก่ง เกิดขึ้นให้ได้ ศ.ดร.เอริค ฮานูเชค นักวิชาการจากประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า การศึกษาช่วยให้คนมีทักษะ ศักยภาพมากขึ้น และการที่คนมีศักยภาพจะช่วยส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ขยายตัวได้ดีขึ้น แต่ในส่วนของประเทศไทยที่แม้มีคนระดับมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้น เพราะอาจไปมุ่งเน้นเรื่องของตัวเลขจำนวนคนที่เข้ามหาวิทยาลัย มากกว่าให้ความสำคัญการศึกษาพื้นฐาน ซึ่งเป็นการสร้างทักษะพื้นฐานเรื่องการอ่าน การวิเคราะห์ตัวเลข อันเป็นบ่อเกิดในการสร้างคนพัฒนาประเทศ

            ภาพรวมหากเปรียบเทียบเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกัน ศ.ดร.เอริค ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากับแนวทางในการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ บอกว่า ไทยเป็นประเทศที่พัฒนาด้านการศึกษาค่อนข้างดี แต่หากเปรียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศไทยยังต้องพัฒนาระบบการศึกษาอีกมากมาย โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ต้องปลูกฝัง พัฒนาการคิด วิเคราะห์ของเด็กตั้งแต่อนุบาล ประถม ไม่ใช่มาปรับข้อสอบ หรือเพิ่มการเรียนการสอนในการศึกษาตอนปลายเท่านั้น ขณะเดียวกันหากต้องการให้คะแนนการสอบวัดผลของเด็กไทยในระดับนานาชาติดีขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องให้ความสำคัญกับการศึกษามากขึ้น

            “ครูมีความสำคัญมากในการพัฒนาการศึกษา พัฒนาเด็ก ซึ่งอดีตต้องยอมรับว่าการศึกษาทั่วโลกยังให้ความสำคัญในการพัฒนาครูน้อย เพิ่งตื่นตัวให้ความสำคัญกันเมื่อเร็วๆ นี้ โดย ครู ต้องไม่ใช่เป็นเพียงผู้ให้ความรู้ ถ่ายทอดวิชา แต่ต้องดูแล มีวิธีการจัดการห้องเรียน และต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก เพราะต่อให้ห้องเรียนขนาดเล็ก หรือใหญ่ หากครูไม่เข้าใจเด็กการเรียนรู้ย่อมไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การสร้างครูต้องเริ่มให้ครูศึกษาวิจัย วิธีการเรียนการสอน พร้อมเรียนรู้ไปกับเด็ก เพราะขณะนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ครูต้องเป็นกลไกหลักกระตุ้นเด็กให้คิด วิเคราะห์เชื่อมโยง รู้ทั้งทฤษฎีและสามารถบูรณาการปรับนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน ช่วยพัฒนาตนเอง และประเทศได้”

            แม้เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ลงทุนด้านการศึกษาจำนวนมาก แต่ยังคงไม่ได้สร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์ อธิบายว่า คุณภาพโรงเรียนมีความสำคัญมากในการพัฒนาเด็ก เพราะความแตกต่างคุณภาพโรงเรียนชนบทกับเมืองส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียนในระยะยาว เนื่องจากนักเรียนที่เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพดี มาจากครอบครัวฐานะดีย่อมได้เปรียบ มีโอกาสมากกว่านักเรียนที่มาจากโรงเรียนคุณภาพต่ำและครอบครัวมีรายได้ต่ำ ทั้งในเรื่องของการเรียนต่อ การประสบความสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพสูง อันนำไปสู่การมีรายได้ดี มีความมั่นคง

            “ผลจากการศึกษาพิซา (PISA) ในปี 2552 เบื้องต้น พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วนักเรียนในเมืองมีคะแนนสอบคะแนนพิซาด้านการอ่านสูงกว่านักเรียนในชนบท และผลคะแนนสอบของนักเรียนชนบท และเมืองแตกต่างกัน 30-60 คะแนน ทั้งนี้ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการการเพิ่มงบประมาณที่ให้โรงเรียนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพของโรงเรียนได้ เนื่องจากความแตกต่าง เงินไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ต้องปรับการบริหารจัดการของผู้อำนวยการโรงเรียน ทัศนคติในการทำงานของครู รูปแบบการเรียนการสอน และสภาพแวดล้อมของชุมชนที่โรงเรียนนั้นตั้งอยู่ หากประเทศไทยต้องการปฏิรูปการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ นโยบายการศึกษาต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยเชิงคุณภาพมากกว่าการเพิ่มงบประมาณให้โรงเรียนอย่างเดียว”

            นโยบายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา มุ่งเน้นไปที่การยกระดับการศึกษาของประชาชน โดยเพิ่มระดับการศึกษาของประชาชน แต่จากการวิเคราะห์ จำนวนประชากรที่จบการศึกษาในระดับสูงมากขึ้น ไม่มีผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจมากขึ้นเหมือนในอดีต การแก้ไขปัญหาเรื่องความเท่าเทียม เพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากทั้งพัฒนาระบบการเงิน ควบคู่คุณภาพโรงเรียน มหาวิทยาลัย และที่สำคัญต้องพัฒนาครู เป็นสำคัญ