
เคล็ดลับการตลาดของเกษตรกรไทย
เคล็ดลับการตลาดของเกษตรกรไทย:เกษตรยุคใหม่:รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ
หลังจากที่ได้บอกไปว่ามีหนังสือดีน่าอ่านเรื่องเคล็ดลับการตลาด เรียนรู้จากเกษตรกรไทย ซึ่งเขียนโดยคุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ได้พิมพ์เผยแพร่โดย สกว. และหากใครสนใจก็ขอมาได้ที่ สกว. หรือที่ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ก็ปรากฏว่า มีผู้ขอมาหลายราย ดังนั้น สกว.จึงได้ขออนุญาตคุณโฆสิต นำหนังสือดังกล่าวมาจัดทำเป็นหนังสือฉบับดิจิทัล ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ Error! Hyperlink reference not valid.น่าจะทำให้สะดวกมากขึ้น โดยไม่ต้องขอหนังสือมาที่ สกว. หรือธนาคารกรุงเทพ อีกต่อไปครับ
ตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตร โดยใช้ความรู้และการตลาดเป็นตัวนำในหนังสือเล่มนี้มีหลายด้านด้วยกัน เช่น คุณมานพ แก้ววงษ์นุกูล ซึ่งปลูกมะม่วงส่งออกญี่ปุ่น และเป็นแกนนำในการขยายวงเครื่อข่ายผู้ปลูกมะม่วงไปทั่วประเทศ คุณลินเล็ก หัสการณ์ ทำสวนผักสลัดที่หัวหิน โดยการหาตลาดไว้ก่อน คุณมานะ คูเจริญชัยมานที เจ้าของสวนกล้วยไม้มานะออร์คิด ที่กำหนดราคาขายได้
โดยการสร้างความแตกต่างของสินค้า คุณไพจิตร รัตนะ ปลูกพืชอื่นๆ ที่คนอื่นไม่ปลูกกันในพื้นที่วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยการทดลองตลาดก่อนทีละน้อย เมื่อได้ผลดีแล้วจึงขยายงานออกไป เป็นต้น เกษตรกรเหล่านี้ทำการเกษตรโดยไม่ได้อาศัยแต่เพียงความรู้ในการปลูกพืชที่ตนเองเคยมีอยู่แต่เพียงอย่างเดียว แต่ทั้งหมดนี้อาศัยเรื่องการตลาดเป็นตัวนำ ดังนั้นเกษตรกรเหล่านี้จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องราคา และสามารถลบล้างคำกล่าวที่ว่า “ทำการเกษตรแล้วยากจน” ได้เป็นอย่างดี
นอกจากเรื่องการปลูกพืชแล้วก็ยังมีธุรกิจการเกษตรด้านอื่นอีกเช่นกัน เช่นการเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ที่ใช้หลักคล้ายกันในการทำงานคือมองเรื่องตลาดเป็นหลักก่อน และการสร้างความแตกต่างของสินค้าในตลาด ผลจากการเชื่อมโยงการตลาดกับการผลิตทางการเกษตรเข้าด้วยกันโดยเกษตรกรก้าวหน้าเหล่านี้ คุณโฆสิต สรุปไว้ว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดวิวัฒนาการในการพัฒนาประเทศอย่างน้อย 4 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าผลผลิตสูงเพิ่มขึ้น อย่างเช่นเรื่องการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ ของสุรีรัตน์ฟาร์ม ที่จันทบุรี ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มได้เป็นอย่างดี
ประการที่ 2 คือช่วยให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศสูงขึ้น เนื่องจากสามารถผลิตตรงตามความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านราคา ปริมาณและคุณภาพ ประการที่ 3 คือช่วยให้มีการผลิตสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอก ผัก และผลไม้ ซึ่งเป็นการสร้างความต่างของสินค้าในตลาดเมื่อเทียบกับรายอื่น ประการที่ 4 คือช่วยให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นเครือข่ายและสร้างกำลังต่อรอง ทำให้มีโอกาสพัฒนารายได้และฐานะความเป็นอยู่ได้ดีขึ้น
ทั้งหมดนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลมาจากบรรดาเกษตรกรหัวก้าวหน้าทั้งหลาย ซึ่งทำให้ประเทศเรามีโอกาสในการแข่งขันหรือยืนอยู่ในตลาดต่างประเทศได้อย่างเข้มแข็ง เพราะว่าปัจจุบันคู่แข่งมีมากมาย หากเราไม่สามารถผลิตสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของตลาดในด้านต่างๆ ไม่ว่าเป็นเรื่องของปริมาณ คุณภาพ ราคา และเวลาที่เหมาะสมได้แล้ว ลูกค้าเหล่านี้ก็จะหาช่องทางอื่นที่ดีกว่า
โดยสรุปแล้วปัจจัยหลักที่มีผลอย่างมากต่อการพัฒนาการเกษตรของเราก็คือ ความรู้ทางด้านการเกษตร และความสามารถในการบริหารจัดการของเกษตรกร หากเรามีกลไกใดก็ตามที่สามารถทำให้เกษตรกรของเรามีความเข้มแข็งได้ในทั้งสองเรื่องนี้ ก็ย่อมสร้างความเข้มแข็งของวงการเกษตรของประเทศได้เป็นอย่างดี



