ไลฟ์สไตล์

แค่คิดก็ขยับ-ความหวังผู้พิการออกซิ่ง

แค่คิดก็ขยับ-ความหวังผู้พิการออกซิ่ง

31 ก.ค. 2554

แค่คิดก็ขยับ ความหวังผู้พิการออกซิ่ง : จุฑารัตน์ ทิพย์นำภา

          รถเข็นควบคุมด้วยความคิด-รถเข็นปรับนอนและยืนอัตโนมัติ สองสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการ จากความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไทย ต่อยอดจากจินตนาการสู่รถเข็นต้นแบบที่ใช้งานได้จริง

รถเข็นควบคุมด้วยความคิด

          เทคโนโลยีแรก "รถเข็นควบคุมด้วยความคิด" หรือ เบรน-คอนโทรล วีลแชร์ ไม่จำเป็นต้องใช้มือบังคับล้อให้หมุน เพียงแค่คิดคำนวณตัวเลขง่ายๆ ก็สามารถสั่งการให้รถเข็นเคลื่อนที่ หรือกรอกตาสลับซ้ายขวาบังคับทิศทาง และหลับตาเพื่อให้รถหยุด เหมาะสำหรับผู้พิการที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวแขนและขา หรือเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงคอลงมา

          "แนวคิดการพัฒนารถเข็นดังกล่าวเกิดขึ้นจากจินตนาการหลังจากที่ได้ชมภาพยนตร์ และนำมาต่อยอดจากเทคโนโลยีที่มีอยู่จริง โดยสิ่งสำคัญที่ทีมวิจัยมองคือ ทำอย่างไรให้ผู้พิการช่วยเหลือตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น" เจษฎา อานิล นักศึกษาปริญญาเอก จากห้องปฏิบัติการการเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ ภาควิชาวิศวกรรมการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

          ทีมงานใช้เวลาพัฒนานานหลายปี ตั้งแต่อุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า ด้วยการมอง และกะพริบตา รวมถึงศึกษางานวิจัยจากต่างประเทศ เช่น การระบบควบคุมด้วยสมอง ซึ่งมีความน่าสนใจแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากระบบความคิดของคนไม่นิ่ง จึงยากที่จะกลายเป็นคลื่นสมองที่มีพลังงาน

          "ผู้ที่ต้องการใช้งานอาจต้องใช้เวลาฝึกฝนทักษะจนชำนาญ ตลอดจนทดสอบเก็บค่าสถิติเฉพาะบุคคล เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการควบคุม เนื่องจากแต่ละคนมีรูปแบบการคิดในระดับที่ต่างกัน" เจษฎากล่าว

          สิ่งประดิษฐ์นี้มีต้นทุนการคิดค้นอยู่ที่ 5 หมื่นบาท เหมาะสำหรับใช้ในศูนย์ผู้พิการที่ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ แต่ต้องการความปลอดภัย สร้างความอุ่นใจให้ผู้พิการไม่รู้สึกโดดเดี่ยวขณะใช้งาน โดยเจ้าหน้าที่สามารถมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวของรถเข็นแต่ละคันผ่านกล้องเว็บแคมที่ติดตั้งไว้ด้านหน้าตัวรถ

รถเข็นเพื่อเด็กพิการทางสมอง

          เทคโนโลยีเพื่อผู้พิการต่อมาคือ "รถเข็นสำหรับเด็กพิการทางสมอง" คุณสมบัติเด่นอยู่ที่ฟังก์ชั่นการปรับให้นอนยาวและยืนได้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องขยับตัวออกจากตัวรถ เนื่องจากเด็กพิการทางสมองจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

          เด็กกลุ่มนี้มีปัญหาจากเซลล์สมองถูกทำลายจากการขาดอากาศเพียงไม่กี่วินาที ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ รวมถึงทักษะการฟัง การพูดและบางครั้งอาจมีอาการแสดงออก เช่น เกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก จำเป็นต้องได้รับการบำบัดด้วยเทคนิคทางกายภาพ อีกทั้งผู้ปกครองจำเป็นต้องอุ้มและดูแลใกล้ชิดตลอดเวลา

          ผกาพรรณ แป้นแหลม นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ร่วมพัฒนา กล่าวว่า ท่าทางของการทำกายภาพจำเป็นต้องให้เด็กยืนกับเตียงฝึกยืนเพื่อให้กระดูกขาทั้ง 2 ข้างแข็งแรง และเพื่อลดภาวะกระดูกพรุน ฉะนั้นรถเข็นที่ปรับนั่งและยืนได้อย่างสะดวก โดยที่ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนตัวผู้ใช้ นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ตัวเด็กและผู้ดูแลแล้ว ยังจะช่วยให้ร่างกายของเด็กพิการฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

          "ปัจจุบันมีการนำเข้ารถเข็นและเตียงฝึกยืน ซึ่งราคาแพงมาจากต่างประเทศ อุปกรณ์ทั้ง 2 ส่วนแยกกัน ถ้าเราสามารถพัฒนาอุปกรณ์ทั้งสองให้อยู่ในตัวเดียวกันจะทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น" ผกาพรรณกล่าว

          อย่างไรก็ตาม แม้รถเข็นต้นแบบที่พัฒนาขึ้นจะปรับนอนและยืนได้ตามต้องการ แต่ด้วยวัสดุที่ทำจากเหล็กอาจทำให้รถเข็นมีน้ำหนักมากและไม่สะดวกเคลื่อนย้าย ทีมผู้พัฒนาจึงตั้งใจที่จะพัฒนาระบบ 2 กระบอกสูบ เพื่อให้ใช้งานได้ดีขึ้นขณะปรับท่าทาง ปรับโครงสร้างให้เหมาะสมกับความต้องการใช้งานจริง เลือกใช้วัสดุประเภทอะลูมิเนียม ที่มีน้ำหนักเบาและทนทาน รวมถึงเพิ่มกลไกอิเล็กทรอนิกส์ช่วยควบคุม

          ในส่วนของการผลิตเพื่อใช้งานจริงในอนาคตนั้น อาจต้องมองหาเอกชนมาร่วมผลิตเพื่อจำหน่าย