
อันซีนไทยแลนด์ ที่..."วัดเชิงผา
อันซีนไทยแลนด์ ที่..."วัดเชิงผา จ.สุโขทัย"
"ภาพพระเณรขี่ม้ารออกไปบิณฑบาต" ที่วัดถ้ำป่าอาชาทอง ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน จ.เชียงราย ที่ครูบาเหนือชัย เจ้าอาวาสวัดนำพระ เณร ขี่ม้าบิณฑบาต ซึ่งหมู่บ้านที่ไกลที่สุดอยู่ห่างจากวัดประมาณ ๑๐ กิโลเมตร โดยทางส่วนใหญ่เป็นภูเขาและท้องนา ถึงแม้ว่าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านจะไม่ได้อยู่ทางเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำให้พระ เณร ย่อท้อแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับรู้สึกว่า ยิ่งห่างไกลยิ่งต้องไป ไปเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่เป็นภาพที่คนไทยไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก
นอกจากนี้แล้วยังมีภาพอีกภาพหนึ่งที่คนไทยไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก คือ “ภาพพระเณรดำนาเหลืองอร่ามเต็มทุ่งนา" ของวัดเชิงผา ต.กลางดง อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย” โดยการนำของพระปลัดปราโมช อธิปญฺโญ หรือพระอาจารย์ปราโมช เจ้าอาวาสวัด ซึ่งมีเรื่องราวน่าสนไม่แพ้กัน
พระอาจารย์ปราโมช บอกว่า แนวคิดนำพระเณรทำนาเป็นความบังเอิญที่วัดมีที่นาอยู่ ๑๐ ไร่ โดยตั้งใจซื้อมาเพื่อสร้างเป็นศูนย์พัฒนาคุณธรรมนำชีวิต ในระหว่างที่รอการพัฒนา มองเห็นมุมหนึ่งว่าเป็นที่นา พร้อมที่จะพัฒนาให้เป็นประโยชน์ จึงมีโครงการชวนชาวบ้านทำนาเพื่อนำผลิตผลมาเป็นของกลาง โดยเริ่มเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๖ เริ่มจากที่ดิน ๑๐ ไร่ ปัจจุบันเหลือ ๖ ไร่
ครั้งแรกของการคิดนำพระเณรทำนาก็เกรงว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วยเพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ พระเณรทำนา เพราะสวนกระแสวิถีชีวิตพระเณร เพราะอย่างไรชาวบ้านอาจคิดว่าอย่างนี้ก็เลี้ยงพระเณรได้ แต่เมื่อชี้แจงให้ชาวบ้านฟังว่าที่ดินถ้าปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ที่สำคัญ คือ สิ่งที่พระนำชาวบ้านทำนาไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ผลผลิตก็จะนำไปเป็นประโยชน์ เช่น อาหารกลางวันเด็ก พระ เณร รวมทั้งเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงคนที่เข้ามาอบรมในค่าย
“ปีแรกคิดว่ามีชาวบ้านมาร่วมกิจกรรมไม่เกิน ๕๐ คน เณร ๓๐ พระไม่เกิน ๑๐ รูป จากนั้นก็เพิ่มเรื่อยๆ กลายเป็นหลายร้อยคน โดยจะได้ผลผลิตประมาณ ๘๐ กระสอบปุ๋ย หรือ ๒ ตัน ซึ่งมากพ่อที่จะหุงเลี้ยง พระเณร และผู้มาปฏิบัติธรรมได้ตลอดทั้งปี บางปีผลผลิตได้มากญาติโยมยืมไปขยายพันธุ์โดยไม่คิดค่าดอกผล ในขณะเดียวการบิณฑบาตก็เป็นกิจวัตรที่ยังคงปฏิบัติอยู่ตลอดทั้งปี” พระอาจารย์ปราโมช กล่าว
พระอาจารย์ปราโมทย์ ยังบอกด้วยว่า การนำพระเณรทำนา ทำให้ได้รู้วิถีชีวิตของไทยแบบเดิม ทุกกระบวนการของการทำนา กิจกรรมที่พระเณรมีส่วนร่วมในการทำ คือ ไถ่นาเตรียมเพาะกล้า ดูแลวัชพืช ใส่ปุ๋ยอีเอ็ม ถอนกล้า ดำนา เกี่ยวข้าว เก็บฟางทำเชื้อเห็ด ทำปุ๋ย ทำให้พระและเณรเห็นภาพของความยากลำบากของการได้ข้าวที่จะมาฉันแต่ละเม็ด ต้องใช้แรง ใช้ทุน และระยะเวลา มีความสำนึกในการใช้ของอย่างมีคุณค่า อย่างเห็นประโยชน์ที่แท้จริง เข้าใจความทุกข์ของคนอื่นมากขึ้น
เมื่อถามถึงความเหมาะสมและความเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่
อาจารย์ปราโมช พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “กิจของสงฆ์ หรือ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ต้องใช้พระธรรมวินัยเป็นข้อกำหนด มิใช่ใช้ความรู้สึกนึกคิดของพระสงฆ์และชาวบ้านเป็นข้อพิจารณา เมื่อได้อ่านพระไตรปิฎก หมวดพระวินัย ก็จะได้พบว่าโดยแท้จริงแล้วกิจของสงฆ์นั้นถูกกำหนดไว้แล้วตามนโยบายของพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์แรกไปประกาศพระพุทธศาสนา ความตอนหนึ่งว่า จรถ ภิกฺขเว จริกํ พหุชนหิตาย พหุชน สุขาย โลกานุกมฺปาย มีใจความเป็นภาษาไทยว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่มวลมนุษย์"
ศูนย์เรียนรู้คุณธรรมนำชีวิต ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วัดเชิงผาได้ก่อกำเนิดเกิดขึ้นโดยพระอาจารย์ปราโมช อธิปญฺโญ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ เมื่อได้กลับมาเยี่ยมเมืองไทยความคิดที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ท่านต้องการที่จะมีสถานที่ปฏิบัติขัดเกลาใจ ศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อประกาศพระธรรมของพระองค์ให้แก่พุทธศาสนิกชนโดยทั่วกัน ที่สุดท่านก็ได้เล็งเห็นสถานที่ตรงนี้ ซึ่งแต่เดิมเป็นสถานที่ทำกินของชาวบ้านเป็นที่รกร้างยากแก่การสัญจรเข้าออก ใคร่สนใจในสถานที่แห่งนี้เหมาะแก่การพัฒนาให้เป็นสถานธรรมเพื่อการฝึกฝนขัดเกลาตน และเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาสืบไป
ประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๔ ขณะที่จำพรรษาที่สหรัฐอเมริกา ท่านได้มอบปัจจัยจำนวนหนึ่งให้แก่คณะกรรมการวัดเชิงผา เป็นธุระติดต่อขอซื้อที่ดินแห่งนี้ ต่อมาท่านจึงสละตำแหน่งเจ้าอาวาสและหน้าที่ที่รับผิดชอบในประเทศสหรัฐอเมริกา เดินทางกลับสู่เมืองไทย ทันทีที่กลับถึงยังสถานที่แห่งนี้ท่านได้ประชุมคณะกรรมการเพื่อขอความคิดเห็นในการพัฒนาสถานธรรมแห่งนี้ วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๔ ต่อมาจึงได้ตั้งชื่อสถานธรรมแห่งนี้ว่า “ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดเชิงผา”
ทางศูนย์ได้ทำกิจกรรมขึ้นเพื่อเป็นการอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสุข ความสามัคคี ความร่วมมือระหว่าง วัด บ้าน โรงเรียน ในภาพจะแสดงถึงความสัมพันธ์กันได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๑ สิงหาคม นี้ ทางวัดได้นำพระเณรดำนาร่วมกับชาวบ้าน โดยตลอดระยะ ๓ เดือน พระเณรก็จะดูแลต้นข้าวจนกว่าจะเก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องต้นเดือนธันวาคม
........................
เรื่อง : ไตรเทพ ไกรงู
(ภาพ : www.tourismchiangrai.com)



