
ห่วงป.ตรี1.5หมื่นทำคนเห่อปริญญา
ทีดีอาร์ไอห่วงนโยบายเงินเดือน ป.ตรี 1.5หมื่นบาท เพิ่มค่านิยมเด็กอาชีวะแห่เรียนป.ตรีมากขึ้น ส่งผลต่อยอดบัณฑิตตกงานพุ่ง ด้านเพื่อไทยแจงแผนดันอาชีวะเปิดป.ตรี ถกผู้ประกอบการ ปรับเงินเดือนวุฒิปวช.-ปวส. รื้อโครงสร้างกำลังคนของประเทศเน้นสายอาชีวะ-วิทย์
เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2554 รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายการปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีรุ่นใหม่เป็น 1.5 หมื่นต่อเดือนของรัฐบาลชุดใหม่ว่า จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของแผนการพัฒนากำลังคนของประเทศ จะทำให้มีเด็กที่เรียนจบปริญญาตรีตกงานมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันตลาดแรงงานในส่วนของภาคเอกชนมีความต้องการใช้แรงงานที่มีวุฒิปริญญาตรีแค่ 5% ขณะที่จำนวนบัณฑิตที่ตกงานเฉลี่ยอยู่ 1 แสนคนต่อปีซึ่งในจำนวนนี้ 70% เป็นบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ เชื่อว่านโยบายนี้จะทำให้โครงการสร้างกำลังคนของประเทศมีความบิดเบือนมากยิ่งขึ้น
“ที่ผ่านมาปัญหาค่านิยมเรียนต่อปริญญาตรีของเด็กไทยมีมากอยู่แล้ว เมื่อนโยบายเรื่องนี้ออกมา จะยิ่งเป็นแรงจูงใจให้เด็กม.ปลายและอาชีวะหันไปเรียนต่อปริญญาตรีมากยิ่งขึ้นเพราะมองเห็นถึงรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยในไทยที่มีประมาณ 160 แห่งต่างเปิดสอนคณะและสาขาวิชาซ้ำซ้อนกัน นโยบายนี้จะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหาบัณฑิตปริญญาตรีตกงานมากยิ่งขึ้น บัณฑิตที่ตกงานโดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์นั้นหน่วยงานราชการควรดึงบัณฑิตกลุ่มนี้ไปเป็นครู อาจารย์สอนในระดับปวช.และปวส. หรือสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษในโรงเรียน ทั้งนี้ นโยบายนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเตรียมการรองรับ ” รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว
รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า หากจะปรับเงินเดือนแรกเข้าของหน่วยงานราชการเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน จะมีผลกระทบทำให้ต้องปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เนื่องจากปรับแค่เงินเดือนแรกเข้า จะไม่ยุติธรรมกับข้าราชการเดิม ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนจะต้องมีการคัดเลือกคนเข้าทำงานที่เข้มข้นขึ้นเพราะรับคนได้น้อยลง
เนื่องจากต้นทุนค่าแรงสูงขึ้น ทำให้โอกาสที่บัณฑิตปริญญาตรีจะตกงานมีเพิ่มขึ้นซึ่งหมายถึงตลาดแรงงานระดับปริญญาตรีจะแคบลง อย่างไรก็ตาม ระยะยาวจะส่งผลเสียทำให้รัฐสูญเปล่าด้านงบประมาณในการผลิตบัณฑิต แต่ก็จะมีผลดีต่อตลาดแรงงานระดับกลางที่มีความต้องการรับผู้จบวุฒิปวช.และปวส. เพราะจะทำให้มีตัวเลือกมากขึ้นโดยผู้ที่จบปริญญาตรีที่ตกงานจะยอมลดวุฒิมาใช้วุฒิปวช.และปวส.สมัครงาน
ศ.พิเศษดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ร่างนโยบายด้านการศึกษาของพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่า การที่พรรคมีนโยบายเงินเดือนแรกเข้า ป.ตรี 1.5หมื่นบาท เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาผู้ที่เข้าสู่ระบบราชการเงินเดือนน้อย ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ กว่าจะได้เงินเดือนที่สูงก็อายุมากแล้ว อย่างไรก็ตามนโยบายนี้จะดำเนินการในกลุ่มของข้าราชการที่บรรจุใหม่ จะไม่ครอบคลุมไปถึงข้าราชการระดับสูง เพราะได้รับเงินเดือนสูงอยู่แล้ว จะทำให้ช่องว่างเงินเดือนข้าราชการแรกเข้ากับสุดท้ายแคบลง
ทั้งนี้ นโยบายด้านการศึกษาของเพื่อไทยมีแผนที่จะปรับการผลิตอัตรากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยจะมีการเชิญสถานประกอบการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และสถาบันอุดมศึกษา มาหารือร่วมกันในเรื่องนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กที่จบ ม.3 เรียนต่อม.ปลาย และอาชีวะ อยู่ในสัดส่วนร้อยละ 60 ต่อ 40 ซึ่งจะต้องขยับสัดส่วนเด็กเรียนอาชีวะให้สูงขึ้น
โดยเฉพาะในส่วนของสายช่างสาขาต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเรียนน้อย ส่วนใหญ่จะเรียนอาชีวะสายสามัญ เช่น บริหารธุรกิจ ขณะที่สถานประกอบการต้องการแรงงานอาชีวะสายช่างมากกว่า รวมถึงปรับสัดส่วนการผลิตบัณฑิตระหว่างสายสังคมศาสตร์ กับสายวิทยาศาสตร์ จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 70 ต่อ 30 มาเป็น ร้อยละ 60 ต่อ 40
“ปัจจุบันเด็กอาชีวะมีค่านิยมเรียนต่อปริญญาตรีอยู่แล้ว โดยเด็กจบปวช.เข้าสู่ตลาดแรงงานแค่ 50% ที่เหลือไปเรียนต่อปริญญาตรี เชื่อว่านโยบายนี้ จะไม่ไปซ้ำเติมปัญหาปริญญาตรีล้นตลาด เพราะต่อไปอาชีวะจะมีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา และจะเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี ทำให้เด็กอาชีวะเรียนต่อถึงปริญญาตรีได้ และได้รับค่าจ้างสูงขึ้นและมีความก้าวหน้าในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม พรรคจะหารือกับผู้ประกอบการเพื่อให้ปรับเงินเดือนผู้ที่จบปวช. และปวส.สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทีมเศรษฐกิจของพรรคกำลังหารือกัน เพื่อจูงใจให้เด็กเรียนสายอาชีวะและเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น”ศ.พิเศษดร.ภาวิช กล่าว



