ไลฟ์สไตล์

หอมกลิ่นกล้วยไม้:ศ.ระพี สาคริก

หอมกลิ่นกล้วยไม้:ศ.ระพี สาคริก

28 ก.ค. 2554

ฉันอยากขายกล้วยไม้ แต่ไม่อยากได้เงิน?(3)

          คงไม่มีใครรู้ใจเขาหรอกว่าเขากำลังคิดอะไร และต้องการอะไรอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ ถึงขนาดยอมสละความสะดวกสบายต่างๆ สำหรับในใจฉันเองก็เพิ่งนำมาเปิดเผยว่า ฉันรู้สึกท้าทายในการต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมที่มีคนเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสะท้อนออกมาปรากฏด้วยภาพที่ไม่ชอบความเป็นธรรม และนิสัยนี้มันก็ติดตัวฉันมาจนกระทั่งทุกวัน ไม่ว่าจะมองไปทางไหนแล้วเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในสังคม ฉันจะต้องก้าวเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึกรับผิดชอบ หรืออาจกล่าวว่าตัวฉันเองเริ่มต้นมองเห็นความไม่เป็นธรรมมาตั้งแต่เรื่องกล้วยไม้
 
          จนกระทั่งถึงบัดนี้ฉันมองเห็นความจริงในเรื่องนี้ได้แทบทุกเรื่อง ฉันจึงต้องสู้ทนทำงานอย่างหนัก โดยไม่มีใครหยั่งรู้ความจริงได้ว่าตัวฉันเองได้ซ่อนอะไรเอาไว้ในรากฐานจิตใจ แม้ทุกวันนี้ฉันจะพูดว่าตัวเองไม่ได้ทำเรื่องกล้วยไม้ แต่เหตุใดคนจึงได้เห็นว่าฉันทำเรื่องกล้วยไม้ พูดแล้วพูดอีกก็ไม่มีใครเข้าใจ นี่แหละคือบ่อเกิดแห่งกล้วยไม้ที่เธอทั้งหลายหากินกันอยู่ได้ในขณะนี้!
 
          เธอเห็นแล้วหรือยังว่า เพราะเหตุนี้ จึงมีเหตุนั้น เพราะรู้สึกท้าทายที่จะนำเอาความลับ ซึ่งคนสมัยนั้นหวงกันนักกันหนาออกมาเปิดเผยให้โลกภายนอกได้มีโอกาสรู้ความจริงกันอย่างทั่วถึง
 
          ฉันนึกถึงคำโบราณที่ได้กล่าวไว้ว่า “หนามยอกขอให้เอาหนามบ่ง” ฉันไปอยู่ที่แม่โจ้เมื่อปี พ.ศ.2490 ความที่อยากทำงานแก้ไขปัญหาความไม่ชอบธรรมในสังคม แต่เหลียวไปทางไหนมันก็ไม่เห็นเครื่องมือเครื่องใช้อะไรสักอย่าง คงมีแต่พื้นดินเปล่าๆ แม้กระทั่งเงินทองมันก็ไม่มี แถมไปอยู่ที่นั่นแล้วยังถูกผู้มีอำนาจเขม่นอยู่ในที เพราะเป็นปริญญาคนแรกอยู่ในขณะนั้น
 
          ส่วนหัวหน้าจบแค่อาชีวะ ธรรมชาติของมนุษย์นั้น ถ้าจะลงความเห็นว่าใครเป็นยังไง แม้มองแววตาก็ยังรู้ได้ลึกซึ้งถึงความรู้สึกซึ่งอยู่ในใจ แต่ฉันเองกลับรู้สึกว่า “มาอยู่ที่นี่แล้วโชคดีเหลือเกิน” เพราะ “ด้านนอกมีอย่างหนึ่ง ส่วนด้านในก็ย่อมมีอีกอย่างหนึ่ง” จึงทำให้รู้ว่าด้านนอกทำดี แต่ด้านในทำร้าย อย่างที่คนโบราณเขาได้พูดเอาไว้ว่า “คนหน้าเนื้อใจเสือ” ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันช่วยกันสนับสนุนให้กับตัวฉันเองเป็นคนกล้า หรืออาจเรียกว่าเป็นคนบ้าก็ได้
 
          สรุปแล้วก็คือ “บ้าที่จะใจกล้านี่แหละ” เพราะเงินก็ไม่มีติดตัว แถมยังได้ค่าจ้างเพียงน้อยนิด แต่ฉันกลับคิดว่า “สิ่งน้อยนิดนั้นมันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่” เพราะฉันคิดว่าสิ่งที่น้อยนิดนั้นมันทำให้ฉันมีความวิริยะอุตสาหะเพิ่มมากยิ่งขึ้น
 
          ประจักษ์พยานก็คือ ช่วงหลัง ๆ หลายคนคงเคยได้ยินแม้ได้อ่านข้อเขียนจากฉันว่า “ความรวยความจนไม่มีในโลกแห่งความจริง” ซึ่งฉันคิดเรื่องนี้ได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก็เพราะเหตุว่าคนมีเงินมากๆ นั้น ถ้าขาดพละกำลังในการมุ่งมั่นขับเคลื่อนอันควรเป็นนิสัยธรรมชาติของมนุษย์เสียแล้ว ตนก็คงไม่ใช่คน ฉันจึงไม่ยอมให้ใครมาปรามาสแบบนี้โดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นยิ่งจนก็ยิ่งทำให้เป็นคนมั่งมี หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่า “ยิ่งจนก็ยิ่งมีโอกาส” ยิ่งทำตัวเป็นคนบ้าด้วยแล้วย่อมไม่ยอมเดินตามก้นคนอื่นอย่างเด็ดขาด