
เด็กนำผู้ใหญ่หนุน"พี่เลี้ยง"ที่สภาเด็กฯต้องการ
เด็กนำผู้ใหญ่หนุน"พี่เลี้ยง"ที่สภาเด็กฯต้องการ : รายงาน โดยขวัญเรียม แก้วสุวรรณ
กว่า 22 ปีที่เกิดสภาเด็กและเยาวชนในประเทศ เริ่มต้นจากเวทีสิทธิเด็กกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ ที่พร้อมจะเดินหน้าผลักดันประเทศให้เดินหน้าพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 ล่าสุดวันที่ 19-21 กรกฎาคม ได้จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนเด็กและเยาวชน
งานนี้มีผู้ใหญ่ใจดีร่วมเสวนาหลายคน วัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ กรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และแบ๊งค์ งามอรุณโชติ นักวิจัย ที่โรงแรมรอยัล ซิตี้ บางพลัด กรุงเทพฯ
ตลอด 2 คืน 3 วัน ตัวแทนสภาเด็กและเยาวชนภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคตะวันออก ที่เข้าร่วมเสวนาครั้งนี้ต่างขะมักเขม้นแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อถอดเป็นบทเรียน เพื่อนำมาเป็นแนวทางการดำเนินงานทั้งปัจจุบันและอนาคตต่อไป
ณัฐกมล ตุ้มแปง หรือ สดใส อายุ 23 ปี เลขานุการสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดพะเยา ตัวแทนจากภาคเหนือ เล่าว่า ถึงแม้สภาเด็กและเยาวชนจะอยู่มานานกว่า 22 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่ทำงานก็มีปัญหาเกิดขึ้น บางที "เด็กอย่างเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยลำพัง ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่"
ปัญหาหลักๆ คือ สภาเด็กและเยาวชนยังขาดอัตลักษณ์ที่บ่งชี้ว่าประเทศนี้ยังมีสภาเด็กและเยาวชน ทำให้การทำงานได้ไม่ดีมากนัก และอีกอย่างหนึ่ง คือ โครงสร้างการบริหารไม่ต่อเนื่อง เพราะสภาเด็กและเยาวชนจะมีเด็กใหม่เข้ามารับช่วงต่ออยู่เสมอ ทำให้การดำเนินงานไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงอยากขอให้ผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องช่วยให้มีคู่มือการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีคู่มือการดำเนินงานจะส่งผลให้สภาเด็กและเยาวชนยืนหยัดได้อย่างมั่งคงและแข็งแรง เพราะแนวปฏิบัติเป็นแบบเดียวกัน
สดใส เล่าต่อว่า คู่มือแนวทางการดำเนินงานที่สภาเด็กและเยาวชนต้องการ คือ สร้างและพัฒนา "ระบบพี่เลี้ยง" สนับสนุนกระบวนการทำงาน พัฒนาระบบวิธีคิด วิธีปฏิบัติ กระบวนการทำงาน การใช้ข้อมูล การจัดการเอกสาร ผลักดันแนวทาง "ร่วมคิดร่วมทำ เด็กนำผู้ใหญ่หนุน" เวลาทำงานหรือวางแผนนโยบายต่างๆ ต้องคำนึงถึงเด็กและเยาวชน พัฒนาส่งเสริมระบบสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจ รวมถึงสื่อสารการมีตัวตนของสถาบันเด็กและเยาวชนในรูปแบบต่างๆ และพัฒนาระบบสวัสดิการในการทำงาน เช่น ตั้งกองทุนประกันอุบัติเหตุ
"ทุกสิ่งอย่างที่ขอไป ขอเพียงเพื่ออยากเห็นเยาวชนทุกคนได้มีบทบาทการขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมๆ กัน โดยให้เรามีส่วนเป็นกระบอกเสียงและเป็นตัวแทนให้เด็กและเยาวชนครอบคลุมทุกกลุ่ม เป็นสถาบันสำคัญในการร่วมแก้ไขปัญหาผลักดันนโยบายของเด็ก ไม่เหมือนที่ผ่านมาที่ผู้ใหญ่คิดให้หมด พอเกิดปัญหาขึ้นก็แก้ไม่ได้ สุดท้ายก็มองว่าเด็กเป็นปัญหาของสังคม" เลขานุการสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดพะเยา กล่าว
เช่นเดียวกับ เพชรรัตน์ สาระเมฆ หรือ เพชร อายุ 20 ปี รองประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี บอกว่า การมาในวันนี้ได้มาคิดทบทวนมาว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง มีปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้การดำเนินงานได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งได้รับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของพี่ๆ ที่มีความรู้และประสบการณ์ มาร่วมย้อนอดีตว่าเกิดอะไรขึ้น และมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไร และที่ผ่านมาพี่ทำอย่างไร ท้ายสุดก็ร่วมกันร่างแผนขึ้นมาว่า เราจะก้าวเดินอย่างไรให้เป็นก้าวที่เข้มแข็ง
"การมาวันนี้ทำให้รู้ว่า เราไม่ได้เหนื่อยมาคนเดียว ยังมีคนที่ค่อยช่วยพยุงเราเมื่อเราล้ม ช่วยเป็นกำลังใจให้เวลาท้อแท้ ทำให้เรามีความหวังจะทำงานตรงนี้ต่อไป เพราะยังมีคนที่พร้อมจะก้าวเดินไปกับเรา" รองประธานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดราชบุรี กล่าว
ปิดท้ายด้วย ครูหยุย วัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการเด็กและเยาวชน ที่ร่วมเสวนาในครั้งนี้ กล่าวสั้นๆ ว่า ถ้าเด็กๆ รู้ประวัติศาสตร์เรื่องราวของการพัฒนา ที่มีทั้งสำเร็จและล้มเหลวในอดีตของกลุ่มเด็กและเยาวชนรุ่นก่อนๆ ว่าต้องต่อสู้กับอะไรอย่างไรบ้าง จนมาถึงทุกวันนี้ ตรงนี้แหละที่เด็กและเยาวชนทุกคนที่อยู่ ณ ตรงนี้ เมื่อเด็กรู้ประวัติศาสตร์ก็จะเกิดความตระหนักด้วยตนเอง ไม่ต้องไปยึดติดกับเงิน ให้เด็กตอบโจทย์เองว่า เข้ามาทำตรงนี้ด้วยเหตุผลอันใด
จากนี้ไป ต้องรอดูว่า คู่มือแนวทางการดำเนินงานที่สภาเด็กและเยาวชนสร้างและพัฒนา ที่เรียกว่า "ระบบพี่เลี้ยง" นั้น จะสนับสนุนกระบวนการทำงาน พัฒนาระบบวิธีคิด ผลักดันแนวทาง "ร่วมคิดร่วมทำ เด็กนำผู้ใหญ่หนุน" ได้เป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด กาลเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์



