
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง - กระรอกบุกกรุง
ประจำวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ค.54 โดย ปานเทพ รัตนากร
กรุงเทพฯ เป็นเมืองใหญ่ระดับมหานครของโลก มีความยิ่งใหญ่ทั้งวัฒนธรรม โบราณสถาน ศูนย์ราชการ แหล่งธุรกิจการเงิน กระทั่งถิ่นฐานของประชากรกว่า 10 ล้านคน (รวมเอาพวกที่มิได้ลงทะเบียนเข้าไว้ด้วย)
กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ จึงเป็นบริเวณทำการเกษตรที่สำคัญของชาติแหล่งหนึ่ง มีเรือกสวนไร่นาทั่วไป
เมื่อเมืองขยายตัว คนหลั่งไหลเข้ามากขึ้น พื้นที่เกษตรจึงถูกแปรและแปลงไป ไม่ต้องดูอื่นไกล ทุ่งรังสิตเขตทำนากลายเป็นเขตอุตสาหกรรม โรงงานทอผ้า ที่อยู่อาศัย
กรุงเทพฯ ไม่เพียงรุกรานพื้นที่ทำกิน แหล่งอาหารปากท้องของคนไทย แต่ยังผลกระทบแก่สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศนั้นอย่างช่วยไม่ได้
ปัจจุบันเราจึงเห็นเจ้าถิ่นเดิม ยังคงเพ่นพ่านในเมืองและชุมชนกรุงเทพฯ เช่น งูเหลือม งูหลาม ที่ออกหาอาหารกิน จำพวกหมา แมว ที่เป็นสัตว์จรจัดและสัตว์เลี้ยงในเมือง หรือแม้แต่เหี้ย ซึ่งอดีตเป็น “เทศบาล” ตามธรรมชาติเพราะกินเศษซากสัตว์ที่ตายเน่าเปื่อยเป็นอาหาร ทว่าเหี้ยสมัยนี้ต้องหาที่อยู่ใหม่ ดังเห็นๆ กันคุ้นตาคือ สวนสาธารณะ สวนลุมพินี สวนจตุจักร ทำเนียบ และสภา ฯลฯ
ผมเห็นกับตา ได้ยินกับหู ถึงปรากฏการณ์สัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่ควรอยู่ในเมือง เช่น กทม. แต่ขณะนี้มีประชากรพบได้ทั่วไป ไต่ตามสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ ต้นไม้ใหญ่น้อย หลังคาบ้าน ชายคาอาคารพาณิชย์ ฯลฯ ซ้ำร้ายทำลายสิ่งต่างๆ ด้วยพลังการกัดของฟันตัดคู่หน้า มันเป็นสัตว์ฟันแทะเช่นเดียวกับหนู ต่างกันที่มันอาศัยบนที่สูง เพราะปีนป่ายไต่ได้เก่งกาจ
“กระรอก” ไงครับ เดี๋ยวนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตา จากเดิมก็ดูน่ารักดี แต่ขณะนี้เสียงบ่นถึงความซุกซนและรุกรานของพวกมันมากขึ้น เช่น กัดทำลายสายไฟ สายโทรศัพท์ เครื่องตกแต่งภายนอกบ้าน ทำลายต้นไม้ แย่งกินผลไม้ บ้างก็ทำร้ายนกโดยการแย่งรัง รื้อรัง ทำให้ไข่นกตกแตก หรือวิ่งบนสายไฟฟ้า ขอบรั้ว ขอบกำแพง ล่อให้หมาแมวแห่วิ่งเห่าตามเสียงขรม หนวกหูทั้งบ้าน ทั้งเมือง ฯลฯ
เหตุที่กระรอกท่วมเมืองดังว่า มาจากเหตุที่คนเรารุกรานแหล่งที่อยู่อาศัยเดิมของเขา คือ เรือกสวน เมื่อไม่มีที่อยู่ มันจึงต้องเข้ามาอยู่เมืองและก็ต้องออกหาอาหารเพื่อดำรงชีพ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับคน กระรอกเหล่านี้มาจากสวนผลไม้ สวนส้ม สวนมะพร้าว สวนทุเรียน สวนมังคุด ฯลฯ
นอกจากนี้การนิยมนำกระรอกมาเป็นสัตว์เลี้ยงเป็นเหตุหนึ่งทำให้กระรอกกระจายไปทั่วกรุงฯ เดิมเมื่อกระรอกสวนถือเป็นสัตว์คู่อริของชาวสวนผลไม้ เขาจึงจับมันมาขายดีกว่ายิงทิ้ง ด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูของลูกกระรอก ราคาไม่แพง เด็กๆ วัยรุ่นหลงซื้อมาเลี้ยงได้สักพักเมื่อเขาโตขึ้นก็เริ่มก่อปัญหาคือ ไม่เชื่อง ดุกว่าเดิม เพราะเมื่อโตเต็มวัย ฟันแทะขึ้นแข็งแรง ฮอร์โมนเพศถึงขีด กระตุ้นให้มันแสดงความก้าวร้าวตามสัญชาตญาณสัตว์ป่าออกมา ทั้งกัด ข่วน เล่นเอาเจ้าของถอดใจถึงกับปล่อยทิ้งไป บางตัวก็แหกกรงหลุดหนีสู่อิสรภาพในเมืองหลวง
ด้วยคุณสมบัติแกร่ง กินง่าย (กินพืชเป็นหลัก) ออกลูกขยายพันธุ์ง่าย เอาตัวรอดจากสัตว์ผู้ล่าได้ดี รวมถึงปรับตัวกับสภาพแวดล้อมแบบเมืองได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่า “หนู” ทำให้เป็นสัตว์ตัวใหม่ที่รุกรานและก่อปัญหาให้แก่กรุงเทพมหานครในขณะนี้และอนาคต
ฉะนั้นสิ่งแรกที่ควรทำคือ ไม่ควรนำกระรอกมาเลี้ยง แต่ถ้าจะเลี้ยงหรือมีอยู่แล้วควรคุมกำเนิดและเลี้ยงในกรงที่มั่นใจว่าป้องกันการหลบหนี หากไม่เลี้ยงแล้วห้ามปล่อยทิ้งในธรรมชาติ เก็บเศษอาหารและอาหารสัตว์เลี้ยงให้ปลอดจากการขโมยของกระรอก ป้องกันกระรอกปีนต้นไม้ผล โดยการใช้วัสดุโลหะแผ่นเรียบพันรอบต้นไม้ให้ลื่นกันกระรอกปีน นี่คือแนวทางรับมือเฉพาะหน้า
ส่วนพวกที่เพ่นพ่านขณะนี้จะช่วยกันทำอย่างไร? ดักจับแล้วคุมกำเนิดก่อนนำไปปล่อยในพื้นที่ห่างไกล ไม่ใช่แหล่งเกษตรกรรม ทำได้ไหม ฯลฯ
ไม่เริ่มคิดดูแลแก้ปัญหาเสียแต่วันนี้ รับรองวันหน้ามีสัตว์ที่ร้ายกว่าหนูวิ่งว่อนบนสายไฟฟ้าและหลังคาแน่ๆ ครับ !



