ไลฟ์สไตล์

รู้ทันต้อหิน

รู้ทันต้อหิน

14 ก.ค. 2554

โรคต้อหิน มักเป็นภัยเงียบที่ทำให้เกิดความสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยตาบอด เป็นอันดับ 2 รองจากโรคต้อกระจก เนื่องจากโรคต้อหินไม่แสดงสัญญาณ หรืออาการบ่งชี้ใดๆ ในช่วงแรก จึงอาจทำให้ผู้ป่วยละเลยในการดูแลรักษาสุขภาพของดวงตา

 โรคต้อหิน เป็นโรคของดวงตาชนิดซึ่งเกิดจากการเสื่อมของประสาทตา ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เชื่อมระหว่างตากับสมอง หรือการที่เส้นประสาทตาถูกทำลาย สาเหตุมักจะเกิดจากความดันสูงในลูกตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเริ่มจากต้นบริเวณรอบนอกก่อน ทำให้ผู้ที่เป็นโรคยังสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างชัดเจน แต่จะมองไม่เห็นวัตถุที่อยู่ทางด้านข้าง และเมื่อเป็นมากขึ้น ลานสายตาจะค่อยๆ แคบลง และตาบอดไปในที่สุด หากไม่ได้รับการรักษา โดยอัตราการเกิดของโรคจะสูงขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
สาเหตุการเกิดโรคต้อหิน
 ในภาวะปกติน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา จะมีการไหลเวียนเข้าและออกจากลูกตาอย่างสมดุล เมื่อเกิดการอุดตันบริเวณทางออกน้ำให้หล่อเลี้ยงลูกตา ไม่สามารถไหลออกได้ ทำให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น อาจเป็นไปอย่างช้าๆ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการปวดตาใดๆ เลย หรืออาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน จนทำให้มีอาการปวดตาอย่างมากก็ได้ แล้วแต่ชนิดของโรคต้อหิน และความดันที่สูงขึ้นนี้จะทำให้ประสาทตาเสื่อม โรคต้อหินมีหลายชนิดแต่ที่สำคัญมี 2 ชนิดคือ
 1.โรคต้อหินแบบมุมเปิด เป็นต้อหินชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากลักษณะการอุดตันที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างช้าๆ จึงไม่มีอาการเจ็บปวด แต่ประสาทตาจะถูกทำลายไปทีละน้อย การสูญเสียการมองเห็นจะเกิดขึ้นเมื่อเป็นโรคนี้ในระยะเวลานาน และมักเป็นกับตาทั้ง 2 ข้าง
 2.โรคต้อหินแบบมุมปิด โรคต้อหินชนิดนี้ พบได้บ่อยในคนเอเชีย ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนตัวและเปลี่ยนตำแหน่งของตาดำ เข้ามาปิดขวางทางออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา โรคต้อหินแบบมุมปิดยังสามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ แบบเรื้อรัง และแบบเฉียบพลัน
 - โรคต้อหินมุมปิดแบบเรื้อรังมาก มักไม่มีอาการ เพราะการดำเนินของโรคมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป การสูญเสียการมองเห็นจะเกิดขึ้นเมื่อเป็นโรคนี้ในระยะเวลานาน 
 - โรคต้อหินแบบมุมปิด ถ้าเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใดจะเรียกว่า โรคต้อหินชนิดเฉียบพลัน และต้องรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีลักษณะความดันลูกตาสูงขึ้นอย่างทันทีทันใด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง มองเห็นแสงรัศมีรอบๆ ดวงไฟคลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ
 ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคต้อหิน คือผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง การใช้ยาหยอดตาที่ส่วนผสมของสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อหิน
การรักษาโรคต้อหิน
 มีหลายวิธี เช่น การใช้ยาหยอดตา การรับประทานยา การผ่าตัดด้วยแสงเลเซอร์
การมีส่วนร่วนในการรักษาโรคต้อหิน
 1.ใช้ยาหยอดตา หรือรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
 2.ไปพบแพทย์ตามนัดเพื่อวัดความดันลูกตาเป็นระยะ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรค
 3.ปรึกษาแพทย์ทันทีเมื่อพบผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยา
หัวใจสำคัญในการรักษาโรคต้อหิน
 ความสม่ำเสมอในการพบแพทย์ และความต่อเนื่องในการใช้ยา เพราะเป้าหมายสำคัญของการรักษา คือ การถนอมประสาทตา และความสามารถในการมองเห็นเท่าที่มีอยู่ให้ดีที่สุด
เทคนิคการหยอดยาถูกวิธี
 1.หยอดยาให้ลงบนเปลือกตาล่าง โดยเงยหน้าขึ้น แล้วดึงเปลือกตาล่างลง อย่าให้ปลายขวดยาโดนลูกตา
 2.หลับตาไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วใช้นิ้วชี้กดเบาๆ ที่หัวตาเพื่อไม่ให้ยาไหลออก
 3.ถ้าต้องหยอดยามากกว่า 1 ขวด ให้เว้นระยะเวลาหยอดห่างกันอย่างน้อย 10 นาที
 แม้ว่าโรคต้อหินเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่การตรวจพบ และการรักษาโรคต้อหินตั้งแต่ระยะแรกๆ จะช่วยป้องกันการเสื่อม หรือลดการทำลายประสาทตา เพื่อไม่ให้เกิดภาวะตาบอด ตรวจเช็คสุขภาพดวงตาอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี เพื่อตรวจวัดความดันของลูกตา ความสามารถในการมองเห็นของตา สิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคต้อหิน รวมถึงโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวกับดวงตา 
 การรู้จักและเข้าใจโรคต้อหิน รวมถึงผลที่ตามมา จะสามารถช่วยป้องกัน และลดอุบัติการณ์ของการสูญเสียการมองเห็นได้
โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ประชาชื่น
โทร.0-2910-1600