
คอลัมน์เที่ยวนี้ขอเล่า-แสงแดด&ไวน์ของหาง่ายในเมนโดซา
อาร์เจนตินา สัญจรยังไม่รูดม่านลงง่ายๆ ก็ดูขนาดของประเทศนี้ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก เลยมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่มีไว้ให้ชาวโลกได้มาทำความรู้จัก
จากเมืองหลวงอย่างบูเอโนสไอเรส คราวนี้ฉันเบนเข็มไปหาทางฝั่งตะวันตกของประเทศกันบ้าง จุดหมายที่ปักหมุดเอาไว้อยู่ที่เมืองใกล้พรมแดนประเทศชิลี และอยู่ตีนเขาแอนดีสที่ชื่อ เมนโดซา(Mendoza) เมืองที่แสงแดดหาง่ายพอๆ กับไวน์ชั้นดี
ก่อนไปฉันคลิกเข้าไปที่เว็บไซต์เจ้าประจำอย่างอโกดา (www.agoda.co.th) เรื่องที่พักต้องยกให้เขาล่ะ ได้ทั้งส่วนลด ได้ทั้งแต้มสะสม แถมยังมีที่พักให้เลือกมากหน้าหลายตา หรือเลือกไม่ถูก ก็ดูรีวิวของพวกนักเดินทางที่มาฝากความเห็นเอาไว้ จะได้รู้ว่าโรงแรมไหนที่น่าพัก
เป็นอันรู้กันในหมู่นักเดินทางว่า เมนโดซาคือเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยไร่องุ่น อาจไม่เข้าตาคอเบียร์ แต่พวกคอไวน์ได้ยินชื่อเมืองนี้แล้วหูตาเป็นประกายวิบวับ
ประเด็นอยู่ที่รายรอบเมนโดซา มีเมืองเล็กเมืองน้อยอีกหลายแห่งที่เป็นไร่องุ่นและไวน์เนอรี ไม่ว่าจะเป็น เมืองไมปู และ กอดอยครูซ แต่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขาแนะนำให้ไปที่เมืองไมปู ที่อยู่ห่างออกไปราวๆ 15 กม. เพราะสะดวกมีรถเมล์วิ่งไปกลับตลอดทั้งวัน
รอบๆ เมนโดซามีไวน์เนอรีมากกว่า 1 พันแห่ง เมนโดซาเลยกลายเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตไวน์ที่สำคัญที่สุดในอเมริกาใต้ และเมื่อปี 2005 ที่ผ่านมานี้เอง ที่เขามีการจัดอันดับสุดยอดเมืองไวน์ชั้นดีของโลก ปรากฏว่าเมนโดซาติดเป็นหนึ่งในสิบร่วมกับเมลเบิร์นแห่งออสเตรเลีย บอร์กโดซ์แห่งฝรั่งเศส ซานฟรานซิสโกแห่งอเมริกา ปอร์โตแห่งโปรตุเกส บิลเบาแห่งสเปน เคปทาวน์แห่งแอฟริกาใต้ ฟลอเรนซ์แห่งอิตาลี ไมนซ์ไรน์เฮนเซนแห่งเยอรมนี และไครสต์เชิร์ชแห่งนิวซีแลนด์ เห็นมั้ยว่าทั่วทั้งละตินอเมริกา มีที่นี่อยู่เมืองเดียวเท่านั้นเอง
รถเมล์ส่งฉันลงตรงปากทางเข้า ไร่องุ่น La Rural ตามคำแนะนำของศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เขาบอกไร่นี้ไม่คิดค่าเสียหายในการเข้าชม แถมยังมีพิพิธภัณฑ์ให้ชมฟรีเป็นของแถม ละแวกใกล้ๆ กันยังมีอีกหลายไร่ บางไร่นอกจากเป็นไร่องุ่น เขาก็ทำเป็นเรือนพัก และร้านขายไวน์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากองุ่นและมะกอกด้วย นักท่องเที่ยวคนไหนที่อยากซึมซับบรรยากาศของไร่องุ่นอย่างเต็มอิ่มจะนอนค้างอ้างแรมที่นี่ก็ได้
ดูเหมือนใครๆ ก็มากันที่ไร่ La Rural อาจจะเป็นเพราะที่นี่มีพิพิธภัณฑ์ทั้งแบบเอาท์ดอร์และอินดอร์ด้วย ต้องบอกว่าละลานตาจริงๆ ที่นี่มีไวน์ชั้นดีโชว์อยู่ในตู้กระจก ชนิดที่ว่าคอไวน์เห็นปีที่ผลิตแล้วเนี่ยอาจถึงขั้นน้ำลายหก บางโซนเป็นภาพเขียนที่นำมาวางขาย ไวน์เนอรีเลยกลายสภาพเป็นแกลเลอรีที่มีไว้โชว์งานศิลปะชิ้นงามๆ ไปซะงั้น
บรรยากาศดีๆ แบบนี้ เลยมีคนนั่งละเลียดจิบไวน์ไปพลางชมงานศิลปะไปอย่างสบายอารมณ์ เท่าที่ดูพวกเทสท์ไวน์เขาจะเน้นดูสี เขย่าแก้ว ดมกลิ่น จากนั้นก็จิบ เคยคุยกับเซียนไวน์บางคนเขาบอกแค่สีของไวน์ที่มองเห็นในแก้วก็บอกข้อมูลได้เยอะแยะ ถ้าคอไวน์ขั้นเทพก็ถึงขั้นบอกพันธุ์องุ่นหรือปีได้เลย
เพิ่งรู้จากเจ้าหน้าที่ของที่นี่ว่าใครตั้งใจไปชิมไวน์เขามีข้อห้ามหลายอย่าง เป็นต้นว่าอย่าประโคมน้ำหอมไปมาก หรือพวกยาดม ยาหม่องก็ไม่ควร เพราะจะทำให้จมูกไขว้เขว นอกจากนี้พวกหมากฝรั่ง ลูกอมหรือของขบเคี้ยวก็ไม่เหมาะอีกเหมือนกัน เดี๋ยวลิ้นสับสน
เคยแอบดูพวกเทสท์ไวน์เขาชอบเขย่าแก้ว เพิ่งมารู้ทีหลังว่านี่คือวิธีการเติมอากาศเข้าสู่ไวน์ กลิ่นที่ซ่อนอยู่ในไวน์จะได้สะบัดและกระจายออก จะเขย่าวนซ้ายหรือวนขวาก็ได้ ขอแค่อย่าเขย่าแล้วหกรดชาวบ้านเป็นใช้ได้
เดินลึกเข้าไปด้านใน ไม่ได้มีแค่ถังไม้โอ๊ค แต่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าประวัติและกระบวนการผลิตไวน์ในอดีต มีเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์เก่าแก่ที่หน้าตาไม่คุ้นเอาซะเลย บางมุมบอกเล่าถึงประวัติของ ดอน เฟลิเป รูทินี ชาวอิตาลีที่มาลงหลักปักฐานในไมปู และทำไร่องุ่นจนกลายเป็นไวน์เนอรีชื่อดังอย่าง La Rural
ลึกเข้าไปของไวน์เนอรีแห่งนี้คือไร่องุ่นอันยาวเหยียด ที่นี่มีทั้งองุ่นพันธ์คาแบร์เนต์ โซวีญง มัลเบค และพันธ์แมร์โลต์ ที่ใช้ทำไวน์แดงรสชาติดี และยังมีอีกหลายพันธุ์ บังเอิญไม่ใช่คอไวน์ซะด้วย ไม่งั้นคงจะสืบเสาะพวกสายพันธุ์องุ่นได้มากกว่านี้
กลับจากไร่องุ่น ฉันกลับมาเดินเล่นในตัวเมืองเมนโดซา เล็งจากพิกัดในลายแทงพบว่าทั่วทั้งเมืองมีจัตุรัสหลักๆ อยู่ 5 แห่งคือจัตุรัสเอสปานยา จัตุรัสซาน มาร์ติน จัตุรัสอิตาเลีย จัตุรัสชิลี และจัตุรัสอินดิเพนเดนซ์
เลือกที่อยู่กลางเมืองสุดก็เป็น จัตุรัสซาน มาร์ติน มีรูปปั้นโฮเซ ซาน มาร์ติน ควบม้าอย่างองอาจ พวกวัยรุ่นและชาวเมืองเขานิยมมานั่งเล่นกัน ถ้าเป็นเด็กเล็กหน่อยก็มาตั้งก๊วนเล่นสเกตบอร์ด วัยรุ่นมาหน่อยก็อาจจะนั่งพลอดรักกันตามประสาหนุ่มสาว แต่ถ้าเป็นวัยโรยหน่อยก็มักจะพาตัวเองมานั่งผึ่งแดดบนเก้าอี้ริมทาง
เยื้องๆ กับจัตุรัสแห่งนี้คือ โบสถ์ซานฟรานซิสโก โบสถ์สีชมพูสไตล์เรเนสซองส์ที่ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็สร้างได้อย่างงดงาม โบสถ์แห่งนี้สร้างตั้งแต่ปี 1875 แต่เมื่อคราวเกิดแผ่นดินไหวปี 1920 โบสถ์ก็ได้รับความเสียหายไปไม่ใช่น้อย
ออกจากโบสถ์ คราวนี้ไปเดินเล่นบนถนนสายช็อปปิ้งอย่างซาน มาร์ติน และลาส เฮราส ซึ่งพอเย็นย่ำปุ๊บจะคึกคักผิดหูผิดตา ถนนสองสายนี้เป็นถนนที่มีไว้ให้ผู้คนได้มาจับจ่ายโดยแท้ ร้านรวงละลานตาไปหมด พวกช็อปส่วนใหญ่ก็จะแต่งหน้าร้านแข่งกันเพื่อเรียกลูกค้า ยิ่งมืดดูเหมือนยิ่งคึกคัก ใครหิวก็มีร้านอาหารและคาเฟ่ให้นั่งแฮงก์เอาท์ หรือถ้ายังไม่ชอบเข้าช็อป ขอแนะนำให้ไปที่จัตุรัสอินดิเพนเดนซ์ ตลาดนัดกลางคืนที่เห็นแล้วโดนใจจริงๆ เห็นข้าวของแฮนด์เมดที่พวกศิลปินและนักสร้างสรรค์นำมาวางขาย ก็อดนึกถึงตลาดนัดซานเทลโม ที่บูเอโนสไอเรสไม่ได้ บางทีไม่ได้ซื้อหรอก แค่เดินดูผลงานที่นำมาวางขายก็รู้สึกว่ามนุษย์เราคิดและทำอะไรได้มากมายเลย มีทั้งเครื่องประดับ ของแต่งบ้าน ไปจนถึงพวกเครื่องดนตรี
พอเริ่มโพล้เพล้ คนจะเริ่มออกมาเดินช้อปในตลาดนัดศิลปะ และดูผู้คนจะหนาตาขึ้นยามค่ำ เพราะลานน้ำพุตรงกลางจัตุรัสเขาเปิดทั้งไฟ ทั้งเพลงให้คนได้มานั่งพักผ่อนหย่อนอารมณ์กัน ทุกวันนี้เลยกลายเป็นจุดนัดพบของชาวเมืองในยามค่ำคืน
จังหวะที่เหาะเหินเดินอากาศด้วยเรือบินของกาตาร์ แอร์เวย์ส (0-22592701-3) กลับจากบูเอโนสไอเรสคืนสู่บางกอก ใจเผลอไปแวบถึงเมนโดซา เมืองที่คล้ายไม่ได้มีเสน่ห์ร้ายแรง แต่ทั้งแสงแดด ไวน์ ตลาดจัตุรัส และผู้คน ทุกอย่างสมรู้ร่วมคิดกันให้นั่งอมยิ้มเมื่อยามนึกถึงได้เป็นวรรคเป็นเวร
กาญจนา หงษ์ทอง



