ไลฟ์สไตล์

เกียร์ออโต้อันตรายจริงหรือ(6)

เกียร์ออโต้อันตรายจริงหรือ(6)

17 ก.ค. 2554

ข่าวเศร้าจากผู้ใช้รถเกี่ยวกับเกียร์ออโต้ที่เกิดอุบัติเหตุทำให้เด็กนักเรียนเสียชีวิต ก็เลยต้องย้อนกลับมาเตือนๆ กันอีกครั้งครับว่าเกียร์ออโต้แม้จะขับสบายแต่ถ้าเผอเรอขาดความระมัดระวังก็จะทำให้เรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นได้

 อยากจะเน้นย้ำอีกครั้งว่าเกียร์ออโต้นั้นถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบรัดกุมเพียงพอที่จะทำให้ผู้ใช้มีความปลอดภัยมากพอสมควร

  อย่างที่บอกไว้เมื่อคันเกียร์ อยู่ในตำแหน่ง P หรือ N เท่านั้นเครื่องยนต์จึงจะติดเครื่องได้ในรุ่นเดิมๆ หลายๆ ยี่ห้อมีปุ่มปลดล็อกให้ออกจากตำแหน่ง P รถจึงจะเคลื่อนตัวได้ แม้ว่ามีอีกบางยี่ห้อที่ไม่มีปุ่มปลดล็อกคันเกียร์ แต่การเลื่อนคันเกียร์ก็เป็นแบบขั้นบันได ซึ่งทำให้เกียร์เลื่อนผิดตำแหน่งได้ยากนอกจากจงใจ (ตั้งใจ)เปลี่ยนตำแหน่งตามที่ต้องการ

 และในรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมา(ตั้งแต่ปี90)ในหลายๆ รุ่นที่ใช้เกียร์ออโต้จะถูกออกแบบให้ป้องกันการใช้เกียร์ผิดความต้องการเช่นต้องเหยียบเบรกและเกียร์อยู่ในตำแหน่ง P หรือ N เท่านั้นจึงจะบิดกุญแจสวิตช์เพื่อสตาร์ทเครื่องได้ นอกจากนั้นในขณะที่จอดเมื่อต้องการดับเครื่องยนต์ คันเกียร์จะต้องอยู่ในตำแหน่ง P เท่านั้นจึงจะดึงลูกกุญแจออกจากเบ้ากุญแจได้ เป็นสิ่งยืนยันว่าด้วยระบบของเกียร์ออโต้นั้นให้ความปลอดภัยพอสมควร

 รถยนต์คันที่เป็นข่าวเป็นรถเบนซ์รุ่นเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ตามข่าวนั้นแจ้งว่า ผู้ขับสตาร์ทรถที่คาเกียร์เดินหน้า(ซึ่งก็คงเป็นเกียร์ตำแหน่งD อยู่ คำถามคงมีว่าเมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งจอดหรือเกียร์ว่างแล้วรถคันนั้นติดเครื่องได้อย่างไร จากภาพข่าวนั้นเป็นรถที่ผลิตมาเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว ถ้าทุกอย่างยังสภาพเดิมอยู่ (เครื่องเดิม เกียร์เดิม) สิ่งที่จะทำให้สตาร์ทได้มีอยู่ด้วยกันสองประการคือ สวิตช์คันเลื่อนเกียร์ที่ติดอยู่กับเสื้อเกียร์ ที่มีระบบไฟฟ้า (สตาร์ท) ร่วมอยู่ด้วยนั้น กล่าวง่ายๆ ระบบไฟฟ้าจะแยกวงจรไฟฟ้าของตำแหน่ง P และN ออกจากกัน และวงจรที่แยกออกไปนี้จะไปต่อร่วม (เป็นสะพานไฟ) กับระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ เท่านั้นในตำแหน่งอื่นๆ จะไม่มีวงจรไฟฟ้าไปร่วมกับระบบสตาร์ทโดยเด็ดขาด ถ้าเข้าDแล้วสตาร์ทได้จุดที่เป็นไปได้(ที่น้อยมากๆ)ก็คือวงจรไฟฟ้าจากPหรือN เกิดลัดวงจร ไปเข้าร่วมกับตำแหน่งD หรือเดินหน้า

  จากประสบการณ์กับเกียร์ออโต้ของผมยอมรับว่ายังไม่เคยพบ อย่างที่สองเกิดจากความมักง่ายของช่าง (ในกรณีที่เดิมทุกอย่าง) สวิตช์เกียร์ตัวนั้นเสื่อมสภาพ (อยู่ใต้ท้องรถ) จากการใช้งานมายาวนาน ทำให้สตาร์ทเครื่องที่Pก็ไม่ได้ ที่Nก็ไม่ได้ ช่างมักง่ายหรือหาอะไหล่ไม่ได้ก็แก้ไขให้สตาร์ทเครื่องได้ตรง(ต่อตรงจากสวิตช์กุญแจไปยังสตาร์ทเตอร์)โดยไม่ผ่านวงจรของเกียร์ในระบบ

 ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่ว่าคันเกียร์จะอยู่ตำแหน่งใดก็ติดเครื่องได้หมด แน่นอนครับเป็นอันตรายอย่างยิ่ง แต่ถ้ารถคันนั้นเพิ่งจะเปลี่ยนเครื่องเปลี่ยนเกียร์ก็น่าจะเกิดจากความบกพร่องของช่างติดตั้งที่ไม่จัดการเรื่องวงจรไฟฟ้าของระบบสตาร์ทให้ถูกต้อง ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใช้จะต้องทดสอบด้วยตนเอง

 ขอถือโอกาสแนะนำผู้ที่ใช้เกียร์ออโต้ที่ใช้งานมานานหรือผู้ที่เปลี่ยนเครื่องเปลี่ยนเกียร์ รวมทั้งผู้ที่ซื้อรถใหม่ เก่าที่เป็นเกียร์ออโต้ง่ายๆ อย่างนี้ครับ เข้าเกียร์P ติดเครื่อง ดับเครื่อง (ต้องเหยียบเบรกทุกครั้งเมื่อจะบิดกุญแจสตาร์ท) เลื่อนคันเกียร์มาที่ R บิดกุญแจตำแหน่งสตาร์ท(ไม่ต้องกลัวเครื่องพัง เกียร์พัง สตาร์ทเตอร์จะเสีย) ถ้าเครื่องยนต์สตาร์ทได้ ดับเครื่องลากรถเข้าอู่

 ถ้าบิดกุญแจแล้วเงียบ เลื่อนคันเกียร์ไปที่N ถ้าบิดกุญแจแล้วเงียบ(เครื่องไม่หมุน) เรียกช่าง ถ้าเครื่องติด ดับเครื่องเลื่อนคันเกียร์ไปตำแหน่งอื่นๆ ถ้าตำแหน่งใดก็ตามที่ไม่ใช่PและN แล้วสตาร์ทเครื่องได้ ต้องลากรถเข้าอู่

 วิธีการนี้ควรจะใช้ทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนรถมือสองหรือยืมรถคนอื่นมาใช้ รวมทั้งรถที่ออกจากอู่หลังจากซ่อมเกียร์ซ่อมระบบไฟฟ้าที่เกียวกับการสตาร์ทเครื่อง ครับอย่าประมาท อย่าล้อเล่นกับอุบัติภัยที่ทำให้ถึงตายได้ และต้องจำและฝึกให้เป็นนิสัยเลยว่าเมื่อจะลงจากรถ(ผู้ขับ)ไม่ว่าจะติดเครื่องทิ้งไว้หรือดับเครื่องคันเกียร์จะต้องอยู่ในตำแหน่งPเท่านั้นและเบรกมือต้องอยู่ในตำแหน่งทำงาน ทำได้แค่นี้อุบัติเหตุ(โง่ๆ)จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน