
ขายมรดกโลก(แบบสมดุล)กันเถอะ!!โสมสุดา ลียะวณิชกรรมการมรดกโลก
นับเนื่องกว่า 2 ปีแล้วที่ โสมสุดา ลียะวณิช อธิบดีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม อดีตนักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดลคนนี้ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งใน "คณะกรรมการมรดกโลก" (World Heritage Committee) 1 ใน 21 ประเทศ
จนกระทั่งช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2554 ที่ผ่านมาปัญหาแผนบริหารจัดการเขาพระวิหาร ทำให้ผู้แทนไทยประกาศลาออกจากภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ หรืออนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 35 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตัวกรรมการมรดกโลก ก็ต้องออกมาจากการเป็นคณะกรรมการมรดกโลก พร้อมกับประเทศของตนเอง
นั่นคือการมองทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ไม่ใช่ โสมสุดา ชี้แจงว่า รัฐบาลไทยจะต้องทำหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการก่อน และจะเป็นผลนับจากยื่นหนังสือลาออกอีก 1 ปี ขณะนี้ยังถือว่ากรรมการมรดกโลกยังต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ และภารกิจที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปหมาดๆ ก็คือ การส่งรายงานสถานภาพมรดกโลกทางวัฒนธรรม 3 แหล่งของไทยต่อสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (International Council on Monuments and Sites หรือ ICOMOS) ได้แก่ นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและบริวาร และแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง
“ในปี 2555 กลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก 47 ประเทศจะต้องส่งรายงานสภาพมรดกโลกรอบ 6 ปี ขณะนี้เราได้ส่งรายงานเป็นจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(อีเมล) กรอกข้อมูลตามที่ศูนย์มรดกโลก กรุงปารีสได้สอบถามมาเรียบร้อยแล้ว เช่น รายงานสถานภาพปัจจุบัน การอนุรักษ์ ปัญหาอุปสรรค สถิตินักท่องเที่ยว การพัฒนาแหล่งและบริเวณพื้นที่โดยรอบ การรายงานครั้งนี้ส่วนใหญ่ออกทางบวก เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องการถูกรุกล้ำ หรือมีการทำโรงแรมใกล้ชิดแหล่งมรดก เราก็หวังว่าไทยจะผ่านทั้ง 3 แหล่ง และเตรียมจะเสนอโบราณสถานรอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (Tentative List) อีก 2 แหล่งได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และ กลุ่มปราสาทเมืองต่ำ ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง”
สำหรับมีคนตั้งข้อสงสัยหากไม่มี “โลโก้มรดกโลก” จะมีผลกระทบด้านใดต่อแหล่งมรดกโลกไทยหรือไม่ “โสมสุดา” ได้อธิบายแต่ละด้านว่า ด้านกฎหมาย กรมศิลปากรก็ดูแลแหล่งโบราณสถานภายใต้กฎหมายไทยซึ่งก็เหมือนอนุสัญญา นั่นคือ พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แก้ไข 2535 ห้ามบุกรุกแหล่งโบราณสถาน หากขุดพบโบราณวัตถุต้องยกให้เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินจะได้รับรางวัล 1 ใน 3 ของมูลค่าโบราณวัตถุ เป็นต้น และจะแก้ไข 2554 อีกรอบเน้นให้มีการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พออยุธยามาเป็นมรดกโลกตั้งแต่ 2534 สุโขทัย บ้านเชียงได้ปี 2535 ต้องปฏิบัติตัวตามอนุสัญญามรดกโลก ก็ไม่ได้มีอะไรต้องทำเพิ่ม เพียงแต่ต้องทำรายงานการบริหารจัดการทุก 6 ปี จำนวนรายงานสถิติ การพัฒนา และถูกจับตา สอดส่องอยู่ในกรอบบัญญัติ 299 ข้อเพื่อคงความเป็นสากลไว้ เหมือนมีร่มมรดกโลกไว้ข้างบน เราก็ไม่ได้แตกแถวอะไร
ด้านจำนวนนักท่องเที่ยว มองว่า การที่มีนักท่องเที่ยวในจำนวนไม่มาก เป็นเรื่องที่ดีสำหรับแหล่งมรดกโลก เพราะแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวมากๆ การบริหารจัดการเป็นไปค่อนข้างยาก เช่น พระนครศรีอยุธยา นักท่องเที่ยวเยอะมาก รถบัสเข้ามาเต็มไปหมด แม้จะมีที่จอดรถให้แต่ก็ชิดวัดมหาธาตุ ใกล้ฐานเจดีย์เก่า มีแรงสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมัน โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินขึ้นไปแหล่งโบราณสถาน ทำให้เกิดการสึกหรอ เราเห็นว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมากๆ บางครั้งไม่ได้เป็นผลดีกับแหล่งมรดกโลก เหตุผลที่สุโขทัยและเมืองบริวารมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่มาก แต่มีนักท่องเที่ยวคนไทยค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ ทำให้การบริหารจัดการได้ผลดีมากดูแลง่าย มีรถรางไฟฟ้ารับนักท่องเที่ยวเป็นจุดแล้วค่อยๆ พาทัวร์แหล่งมรดกโลก หรือใครจะเช่าจักรยานปั่นดูรอบๆ ก็ได้
ส่วนแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ก็ไม่มีปัญหาเรื่องนักท่องเที่ยวต่างชาติเหมือนกัน เพราะคนไทยเที่ยวบ้านเชียงเยอะ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียงเปิด 365 วัน คนไทยนิยมมาเที่ยว เป็นเรื่องที่ดีมาก โดยเฉพาะคนอีสานชอบเที่ยวบ้านเชียงกันมาก ช่วงสงกรานต์ มาเป็นรถทัวร์ แวะไหว้พระธาตุ แล้วจะแวะเที่ยวบ้านเชียง คนอีสานชอบมาเที่ยวเพราะว่าที่นี่เป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ของคนอีสาน แล้วได้ขึ้นเป็นมรดกโลก
“ตามหลักการของมรดกโลกจริงๆ ไม่ได้เน้นนักท่องเที่ยว เขาต้องการให้เกิดความสมดุลระหว่างสถานที่กับผู้มาเยือน อยากให้ผู้มาเยือนเคารพสถานที่ด้วย ไม่ใช่มาแล้วทำเสียงดัง ทิ้งขยะ มาลูบคลำโบราณวัตถุ มาขีดเขียน จริงๆ แล้วมารยาทผู้มาเที่ยวเป็นส่วนสำคัญมาก เราต้องให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวด้วย”
ส่วนงบประมาณสนับสนุน นั้น แหล่งมรดกโลก 3 แหล่งใช้งบดูแลจริงๆ ปีละไม่ถึง 10 ล้านบาท ยกเว้นมีโครงการบูรณะจะมีการตั้งงบต่างหาก เช่นสร้างร้านค้าให้พ่อค้าแม่ค้าให้เป็นหลักแหล่งในเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 80 ล้านบาท เป็นต้น ส่วนกองทุนมรดกโลกที่ตั้งขึ้นมาดูแลแหล่งที่ขึ้นเป็นมรดกโลกของประเทศภาคีสมาชิก 187 ประเทศ ประเทศไทยได้รับการช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวเมื่อปี 2538 น้ำท่วมพระนครศรีอยุธยาครั้งใหญ่ กรมศิลปากรเสนอเรื่องขอเข้าไป ได้รับการสนับสนุนประมาณ 3 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 7 แสนกว่าบาท หรือคิดตัวเลขสวยๆ ก็ประมาณ 1 ล้านบาท เราขึ้นทะเบียนพระนครศรีอยุธยามาเกือบ 20 ปี เราได้เงินช่วยเหลือ 1 ล้านบาท แต่ทุกปีไทยต้องจ่ายค่าสมาชิกอนุสัญญามรดกโลกให้แก่ยูเนสโกปีละ 2 แสนกว่าบาท จ่ายมาประมาณ 24 ปีแล้ว รวมเป็นเงินจำนวนมาก แต่เราได้รับเงินสนับสนุนมาแค่ล้านเดียว
“อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่เราพูดได้ว่า พอเราลาออกจากอนุสัญญามรดกโลกแล้ว จะไม่มีใครช่วยเหลือ เขาก็ไม่ได้ช่วยอยู่แล้ว เขาช่วยบางประเทศที่พังหนักๆ เช่น มาชูปิชู เพตรา หรือที่มาดากัสก้า เกิดวิกฤติสัตว์ลดลง เพราะต้นไม้ถูกตัด ขอเข้ามาได้ 1 แสนดอลลาร์เร่งปลูกต้นไม้ พูดง่ายๆ หากยูเนสโกจะช่วย แหล่งมรดกโลกนั้นจะต้องอยู่ในภาวะอันตรายเท่านั้น
ดังนั้น ไทยไม่ต้องอยากได้หรอก อยู่ปกติดีแล้ว ที่ผ่านมาเงินที่มาบูรณะมรดกโลก 3 แหล่งเป็นเงินของรัฐบาลไทย เงินของคนไทย เงินที่ได้จากซีเอสอาร์ ปตท.สผ. เอกชนต่างๆ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่เรามาองุ่นเปรี้ยว เราพูดกลางๆ ว่า หากเราไม่มีโลโก้มรดกโลกแล้ว ก็ไม่ได้เสียอะไรมาก หากเราจะกลับเข้าไปเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกเหมือนเดิม ก็ดี มีโลโก้ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็มาเที่ยวเยอะ”
ปี 2555 อนุสัญญามรดกโลกจะมีอายุครบ 40 ปี เน้นการดูแลมรดกโลกยุคใหม่คือความยั่งยืน ความเป็นของแท้ดั้งเดิม มีคุณค่าในตัวเอง มีการบริหารจัดการ การพัฒนาและจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างสมดุล ถือเป็นการจัดระเบียบโลกทางอ้อมฉันใด หากไทยออกจากอนุสัญญาภาคีเราก็จะตกรถขบวนนี้ด้วยฉันนั้น อยู่ที่คนไทยและรัฐบาลจะเลือกอยู่ในสถานะใด
0 ผกามาศ ใจฉลาด 0รายงาน



