ไลฟ์สไตล์

 ไหว้พระ-ออมบุญ ชมคุ้มวัดที่อุบล

ไหว้พระ-ออมบุญ ชมคุ้มวัดที่อุบล

14 ก.ค. 2554

เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา ภาพแรกที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นความยิ่งอลังการของประเพณีแห่เทียนที่จังหวัด "อุบลราชธานี" อันเป็นที่ลือเลื่องไปทั่วราชอาณาจักรไทยจนถึงระดับนานาชาติ ด้วยความงดงามของต้นเทียนที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงและขบวนแห่ที่สวยงาม จึงทำให้มีนักท่อ

          เมื่อไม่นานนี้ เส้นทางที่ 3 ในโครงการ "Senior Smile หรรษา พาเที่ยว เกี่ยวความสุข" เพจเกจทัวร์นำร่องเส้นทางท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงวัย สนับสนุนโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พาลูกทัวร์เที่ยวชมเมืองและคุ้มวัดต่างๆ ในจังหวัดอุบลฯ โดย นพดล ภาคพรต ผู้อำนวยการกองส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตีตั๋วร่วมเดินทางมาด้วย  พร้อมกับได้กล่าวถึงทริปในครั้งนี้ว่า ชาวอีสานนับถือทั้งศาสนาพุทธ พราหมณ์และภูตผี ทำให้มีประเพณีหลากหลายและมีครบทั้ง 12 เดือน หรือที่เรียกว่า ประเพณี "ฮีต 12 คลอง14"  ซึ่งนักปราชญ์โบราณได้วางไว้ว่าในเดือนแปด จะมี "บุญเข้าพรรษา"  ดังนั้นจึงเป็นต้นกำเนิดของการจัดทริปให้ตรงกับประเพณีเพื่อให้ผู้ร่วมโครงการฯ ได้เห็นได้เรียนรู้วัฒนธรรมและภูมิปัญาชาวอีสานมากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ ที่สามารถท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเบียดเสียดกับผู้คนที่จะหลั่งไหลมาในวันเข้าพรรษา
 
          โดยเริ่มจากวัดเจ้าของรางวัลชนะเลิศ และรองชนะเลิศด้านการทำเทียนประเภทติดพิมพ์ขนาดใหญ่ติดต่อกันมาหลายสมัย ซึ่งได้แก่ "วัดบูรพา"  ด้วยหลักง่ายๆ คือพิมพ์ดอกที่ต้องการจากแบบพิมพ์แล้วนำมาติดกับลำต้น และจากการเปิดให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในกิจกรรมแกะเทียนรวมกับเจ้าถิ่นที่หอบลูกหลาน มาช่วยคนละไม้คนละมือ แสดงถึงพลังของคนในชุมชนที่ยากนักจะเห็นในสังคมไทยปัจจุบัน จึงส่งผลให้บรรยากาศภายในวัดช่วงเวลานี้คึกคักเป็นพิเศษ
  
          ขณะที่ภายในบริเวณวัดยังมีโบราณสถานที่ล้ำค่าหาชมยากอย่าง "โบสถ์ดินเหนียว" หรือ "สิม" ตามภาษาท้องถิ่น ว่ากันว่ามีอายุอานามมากกว่า 150 ปี ส่วนเหตุผลที่ต้องใช้ดินเหนียวก็เพียงสั้นๆ เพราะสมัยก่อนปูนยังไม่เป็นที่นิยม และแน่นอนว่าปัจจุบันกรมศิลปากรได้จัดแจงตีตราจดทะเบียนเป็นโบราณสถานไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมี "หอไตรบกคู่" ตัวอาคารมีลักษณะเป็นเรือนไม้ที่นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมพื้นบ้านอย่างแท้จริง สำหรับเก็บเอกสารเกี่ยวกับธรรมะต่างๆ อย่างเช่น ใบลาน พระไตรปิฏก จึงเปรียบเสมือนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนในหมู่บ้าน และอนุญาตให้เฉพาะภิกษุสามเณรเข้าไปได้เท่านั้น
  
          "วัดพระธาตุหนองบัว" นับเป็นศาสนสถานที่ผู้ไปเยือนยังคงสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกิจกรรมทำเทียนเข้าพรรษา แม้จะไม่คึกคักเท่ากับวัดแห่งแรก เนื่องจากทางวัดเลือกส่งเทียนเข้าประกวดในประเภทแกะสลักเท่านั้น จึงมีเพียงช่างผู้ชำนาญการไม่กี่คน ทว่าก็สามารถพิชิตรางวัลชนะเลิศและรองมาครองอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับเรื่องนี้ สุรศรี สุทธิประภา ช่างทำเทียนที่สั่งสมประสบการณ์ด้วยการเฝ้าติดตามช่วยหยิบเรื่อยมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นเด็กน้อย  เล่าว่า การเทียนแบบแกะสลักจะต้องมีฝีมือในการทำ หากพลาดจะลำบากในการแก้ไข ส่วนเรื่องเงินรางวัลถึงชนะเลิศแต่ก็ใช่ว่าจะได้เงินเท่าที่เสียไป...ได้ความรู้เรื่องเทียนกันแล้ว ภายในวัดแห่งนี้ยังมี "พระบรมธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์" สถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งจำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย ให้เข้าไปสักการะบูชาขอพรก่อนกลับบ้านกันได้
  
          วัดอีกแห่งที่อยากแนะนำให้ไปสักการะพระพุทธรูปเก่าแก่ "พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ" หรือ พระเจ้าแสนตื้อ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 พระเจ้าองค์ตื้อของประเทศไทย ประดิษฐานภายใน "วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ" ซึ่งชาวพุทธได้นำทองคำ เงิน นาค สำริด จำนวนมากมาหล่อเป็นพระพุทธรูปที่งดงาม จนหาค่าประมาณไม่ได้ จึงเป็นที่มาของชื่อ "พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ" ตามความหมายของชาวล้านนาหรือชาวอีสานที่แปลว่า "จำนวนมาก" และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานศิลป์วัดนี้มีอุโบสถอันประกอบด้วยศิลปะถึง 3 ชาติอยู่หลังเดียวกัน ไล่เรียงตั้งแต่หลังคาเป็นทรงไทย ส่วนช่อฟ้าใบระกาเป็นการหลอมรวมระหว่างศิลปะขอมกับเวียดนาม ขณะที่ส่วนฐานเป็นศิลปะแบบไทยอีสาน
  
          นอกจากการได้เฝ้าชื่นชมขบวนแห่ต้นเทียนอันสุดแสนวิจิตรอลังการค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามท้องถนน...การได้สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนคนทำเทียน การลงมือแกะเทียนร่วมกับชาวบ้าน ได้ไหว้พระ ออมบุญ ชมคุ้มวัด ยังจะช่วยทำให้ "เทศกาลงานบุญเข้าพรรษาที่เมืองอุบล" มีคุณค่าน่าจดจำมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เรื่อง /ภาพ : พชรมน พรมลังกา