
ร่างสพฐ.เก็บเงินบำรุงการศึกษาฉบับใหม่
สพฐ.ชงร่างประกาศเก็บเงินบำรุงการศึกษาฉบับใหม่ ถามความเห็นวงเสวนาผู้เกี่ยวข้อง เพิ่มห้องเรียนพิเศษประเภท Education Hub ให้เก็บค่าเทอมได้ไม่เกินภาคเรียนละ 1.5 แสนบาท พร้อมขยับเพดานให้ ร.ร.เรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาได้ไม่เกินภาคเรียนละ 1,250 บาท จากเดิมปีละ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดเสวนาเรื่องการเก็บค่าใช้จ่ายและการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ และได้นำเสนอร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ฉบับใหม่ เพื่อนำมาใช้แทนประกาศเรื่องเงินบำรุงการศึกษา 24 มีนาคม 2553
ประกาศฉบับนี้อนุญาตให้สถานศึกษาในสังกัดเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอนนอกเหนือ "หลักสูตรแกนกลาง" เน้น "หลักสูตรที่มีเนื้อหาสาระ" มากกว่าปกติ สอนด้วยบุคลากรพิเศษ สอนด้วยรูปแบบหรือวิธีการที่แตกต่างจากการเรียนการสอนปกติ หรือการสอนที่ใช้สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จัดหาให้เป็นพิเศษ โดยให้เก็บได้ตามอัตราที่เหมาะสมกับสภาพฐานะทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา และเป็นไปด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ สพฐ.กำหนด ซึ่งสพฐ.ได้ยกร่างหลักเกณฑ์เงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษาฉบับใหม่ไว้แล้วเช่นกัน
สาระสำคัญของร่างหลักเกณฑ์เก็บเงินบำรุงการศึกษา มีดังนี้ 1.สถานศึกษาไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองได้ใน 22 รายการ เพราะถือว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ซึ่งรัฐบาลได้จ่ายเงินงบประมาณเพื่ออุดหนุนให้แล้ว โดย 22 รายการมีดังนี้ 1.ค่าเล่าเรียน 2.ค่าหนังสือเรียน 3.ค่าอุปกรณ์การเรียน 4.ค่าเครื่องแบบนักเรียน 5.ค่าจัดกิจกรรมวิชาการปีละ 1 ครั้ง
6.ค่ากิจกรรมคุณธรรม/ชุมนุมลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด ปีละ 1 ครั้ง 7.ค่าไปทัศนศึกษาปีละ 1 ครั้ง 8.ค่าให้บริหารอินเทอร์เนตตามหลักสูตรและที่เพิ่มเติมจากหลักสูตรปีละ 40 ชั่วโมง 9.ค่าวัสดุฝึกสอน สอบพื้นฐาน 10.ค่าสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน 11.ค่าบริหารห้องสมุดพื้นฐาน 12.ค่าบริการห้องพยาบาล 13.ค่าวัสดุสำนักงาน 14.ค่าวัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น 15.ค่าวัสดุงานบ้านงานครัว
16.ค่าอุปกรณ์กีฬา 17.ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์และอุปกรณ์การเรียนการสอน 18.ค่าใช้จ่ายในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 19.ค่าคู่มือนักเรียน 20.ค่าบัตรประจำตัวนักเรียน 21.ค่าปฐมนิเทศนักเรียน 22.ค่าวารสารโรงเรียน
ทั้งนี้เปิดช่องให้โรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้โดยประหยัดใน 4 รายการสุดท้ายหากโรงเรียนจัดทำเป็นลักษณะพิเศษ
2.กรณีสถานศึกษาเปิดห้องเรียนพิเศษ สามารถเก็บค่าใช้จ่ายได้ตามอัตราดังนี้ ห้องเรียนพิเศษEnglish Program (EP) ระดับก่อนชั้นประถม-มัธยมต้น เก็บได้ไม่เกิน 3.5 หมื่นบาทต่อภาคเรียน ระดับม.ปลาย เก็บได้ไม่เกิน 4 หมื่นบาทต่อภาคเรียน ห้องเรียนพิเศษ Mini English Program (MEP) ระดับก่อนชั้นประถม-มัธยมต้น เก็บได้ไม่เกิน 17,500 บาท ระดับม.ปลาย เก็บได้ไม่เกิน 2 หมื่นคน ส่วนห้องเรียนพิเศษด้านภาษาต่างประเทศ ด้านวิชาการ และด้านอื่นๆ เช่น ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนคณิตศาสตร์ ให้เก็บเท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพฐานะทางเศรษฐกิจท้องถิ่น ยกเว้น ห้องเรียนพิเศษด้านภาษาอังกฤษให้เก็บได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของ MEP
ที่สำคัญ ร่างหลักเกณฑ์ฉบับใหม่ได้เพิ่มประเภทห้องเรียนพิเศษตามโครงการพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค หรือ Education Hub เก็บได้ไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อภาคเรียน
3.สำหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถนักเรียนนอกเหนือหลักสูตร สามารถเก็บค่าใช้จ่ายเท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจท้องถิ่น และต้องเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ปกครอง โดยไม่รอนสิทธินักเรียนที่ด้อยโอกาส ได้ใน 4 รายการ ดังนี้ 1.โครงการพัฒนาทักษะความถนัดนักเรียนนอกเวลาเรียน 2.ค่าจ้างครูชาวต่างประเทศ 3.ค่าวิทยากรภายนอก และ4.ค่าปรับพื้นฐานความรู้ แต่ทุกรายการไม่เกิน 1,250 บาทต่อภาคเรียน เพิ่มจากเดิมที่เก็บไม่เกิน 1,000 บาทต่อภาคเรียน
4.กรณีที่สถานศึกษาจัดสอนเสริมเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนนอกเหนือจากเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปที่ได้รับงบประมาณจากรัฐ ให้เก็บค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง โดยประหยัด ตามความจำเป็น เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจท้องถิ่น ตามความสมัครใจของผู้ปกครอง ใน 5 รายการ ดังนี้ 1.ค่าจ้างครูที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ 2.ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ 3.ค่าสอนคอมพิวเตอร์ กรณีโรงเรียนจัดคอมพิวเตอร์เกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ 1 เครื่องต่อนักเรียน 20 คน 4.ค่าใช้จ่ายในการจัดร่วมโครงการ โครงงานและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ และ 5.ค่าใช้จ่ายในการไปทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้เกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้
5.สถานศึกษาที่จัดให้มีการดูแลด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพนักเรียนนั้น ให้เก็บค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง โดยประหยัดตามความจำเป็น และเหมาะสม ตามความสมัครใจของผู้ปกครองนักเรียน ใน 6 รายการ ดังนี้ 1.ค่าประกันชีวิตนักเรียน/ประกันอุบัติเหตุ 2.ค่าจ้างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา 3.ค่าตรวจสุภาพนักเรียนเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากการให้บริการสาธารณสุขของรัฐ 4.ค่าอาหารนักเรียน 5.ค่าหอพัก และ 6.ค่าซักรีด
6.สถานศึกษาดูแลนักเรียนด้อยโอกาสให้ได้เรียนโดยไม่รอนสิทธิ์ ดังนี้ 1.มีโอกาสเรียนกับครูชาวต่างประเทศไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง 2.ให้ได้เรียนกับครูที่สถานศึกษาจ้างหรือวิทยากรภายนอก 3.ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ 4.ตรวจสุขภาพเป็นกรณีพิเศษ 5.ค่าเรียนปรับพื้นฐานความรู้ 6.ค่าอาหาร 7.การเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการฯ และ 8.การเรียนคอมพิวเตอร์และใช้บริการอินเทอร์เนต ปีละ 40 ชั่วโมง
ไม่เพียงเท่านั้น สพฐ.ยังได้ยกร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการระดมทรัพยากรของสถานศึกษา สังกัด สพฐ.ด้วย โดยอนุญาตให้สถานศึกษาระดมทรัพยากรจากผู้ปกครองได้ตามความสมัครใจ แต่สถานศึกษาต้องเสนอโครงการในการระดมทรัพยากรเพื่อความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา
ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า วงเสวนาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการทบทวนเรื่องการเก็บเงินบำรุงการศึกษาและการระดมทรัพยากรให้เข้ากับสภาวะปัจจุบัน แต่ สพฐ.ก็ต้องนำร่างดังกล่าวไปปรับปรุงให้เข้ากับความเห็นของที่ประชุม ก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่พิจารณา
"ในวงเสวนาผู้บริหารสถานศึกษาหลายแห่ง โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ อาคาร จำนวนมากนั้น ต้องแบกรับค่าสาธารณูปโภคที่สูงมาก ขณะที่โรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการการศึกษาโดยไม่หวังกำไรกลับต้องเสียค่าไฟ ค่าน้ำ ในอัตราเดียวกับสถานประกอบการที่หวังกำไร จึงอยากให้มีการยกเว้น หรือมีอัตราค่าไฟพิเศษสำหรับสถานศึกษา เพราะฉะนั้นสพฐ.จะไปตั้งคณะทำงานศึกษาเรื่องนี้ รวมทั้งศึกษาข้อเสนอของสถานศึกษาที่ต้องการให้การบริจาคเงินทุกบาทเข้าโรงเรียน ได้รับการยกเว้นภาษี ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเพื่อการใด ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้ผู้ปกครองร่วมระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา" ดร.ชินภัทร กล่าว
นายเกษม สดงาม ผู้อำนวยการร.ร.สตรีวิทยา 2 เสนอแนะว่า ในการระดมทรัพยากรมีความจำเป็น เพราะทุกวันนี้ โรงเรียนโดยเฉพาะขนาดใหญ่ ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อย่างที่โรงเรียนประสบปัญหาขาดแคลนครู ต้องจ้างครูเองถึง 73 คน ครูต่างชาติอีกจำนวนหนึ่ง หากไม่ทำเช่นนี้ก็คงไม่สามารถยกระดับคะแนนโอเน็ตของนักเรียนให้สูงขึ้นได้ ขณะเดียวกันโรงเรียนก็มีภาระค่าสาธารณูปโภคที่สูงมาก ด้วยเนื้อที่กว่า 80 ไร่ มีห้องเรียนปรับอากาศ จึงต้องเสียค่าน้ำไฟกว่า 80 ล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้นอยากให้มีการลดอัตราค่าน้ำไฟให้แก่สถานศึกษา แต่ทุกวันนี้สถานศึกษาต้องเสียค่าไฟแพงมาก อัตราเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรม
0 สุพินดา ณ มหาไชย0 รายงาน



