ไลฟ์สไตล์

สบสวรรค์ในบ้านเรือแห่งแคชเมียร์

สบสวรรค์ในบ้านเรือแห่งแคชเมียร์

10 ก.ค. 2554

แคชเมียร์...สวรรค์บนดิน มีคนยกย่องไว้เช่นนั้น แต่พลันเมื่อเครื่องบินจากนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย แตะรันเวย์สนามบินศรีนาคาร์ (ศรีนคร) เมืองเอกของแคว้นแคชเมียร์ เราพบว่ามีทหารถือปืนเดินตรวจตราขวักไขว่

         ผู้โดยสารแต่ละคนถูกตรวจกระเป๋าถี่ยิบ หลายคนเริ่มตั้งคำถามในใจ...นี่นะรึสวรรค์ ความขัดแย้งเพื่อแย่งชิงแคชเมียร์ ระหว่างอินเดียกับปากีสถาน กำลังจะปะทุขึ้นอีกหรือไร ? จึงตรวจกันเข้มขนาดนี้ จากนั้นก็ต้องมึนงงอีกครั้ง เมื่อมัคคุเทศก์หนุ่มใหญ่หนวดเฟิ้มชาวแคชเมียร์แจ้งว่า รายการแรกเราจะไปเช็กอิน “บ้านเรือ” กลางทะเลสาบ ทำให้บางคนถึงกับขมวดคิ้วแล้วกึ่งบ่นกึ่งถามว่า โรงแรมรีสอร์ทบนบกไม่มีเลยหรือไร ถึงพาเราไปนอนในเรือ มันจะได้เรื่องรึ ?

         กระทั่งความยุ่งยากวุ่นวายผ่านพ้นไป เราจึงได้รับคำอธิบายว่า การตรวจเข้มในสนามบินเป็นเรื่องปกติสำหรับแคชเมียร์ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของทุกคน ส่วนที่พักบนบกนั้นก็พอจะมี แต่ผู้มาเยือนแคชเมียร์ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หรือนักท่องเที่ยว ล้วนปรารถนาจะได้พักที่บ้านเรือสักครั้งหนึ่งในชีวิตกันทั้งนั้น ซึ่งทุกท่านคงประจักษ์ตาในเวลานี้แล้วว่า บ้านเรือนั้น หรูหรา โอ่โถง สะดวกสบายเพียงใด

          ถึงตรงนี้ เราต่างนิ่งเงียบด้วยกำลังตะลึงกับความจริงเบื้องหน้า ครั้นเมื่อเปิดประตูออกไปพบระเบียงที่หัวเรือ มีที่นั่งนอนเล่น มองเห็นทะเลสาบกว้างใหญ่ ใสสะอาด ในรัศมี 180 องศา คราวนี้คิ้วที่ขมวดเหมือนผูกเงื่อนตายไว้ ก็ค่อยๆ คลายลงกลายเป็นรอยยิ้ม บางคนหลับตาพริ้มสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด แล้วอุทาน "โอ้...สวรรค์บนดินจริงๆ"

          “ดาล” หรือทะเลสาบหลวง เป็นแอ่งน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่อยู่คู่กับหุบเขาแคชเมียร์มาช้านาน ทว่า ธรรมเนียมการพักบนเรือบ้าน เกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อราว 150 ปี ในช่วงที่อังกฤษยึดครองอินเดียเป็นเมืองขึ้น แต่ชมพูทวีปนั้นกว้างใหญ่ไพศาล อังกฤษส่งคนไปปกครองทั้งหมดไม่ไหว จึงยอมให้บางแว่นแคว้นมีสถานะเป็น “รัฐอารักขา” คือเจ้าผู้ครองแคว้นยังมีอำนาจ แต่การตัดสินใจเรื่องสำคัญต้องปรึกษาอังกฤษก่อน

          แคว้นแคชเมียร์ก็จัดอยู่ในประเภทนี้ ครั้นเมื่อข้าราชการอังกฤษหนีอากาศร้อนอบอ้าวจากเมืองใหญ่อย่างเดลี มาตากอากาศที่แคชเมียร์อันแสนสบาย แต่ติดปัญหาว่ามหาราชาผู้ครองแคว้นหวาดระแวงกลัวอังกฤษจะมาฮุบแคชเมียร์ จึงตั้งกำแพงราคาที่ดินไว้สูงลิบเกินกว่าอังกฤษจะรับได้ พวกเขาจึงดิ้นหาทางออกด้วยการเลี่ยงบาลีว่า ไม่ให้มีบ้านบนบก ฉันก็สร้างบ้านเรือไว้ในทะเลสาบอย่างหรูหราโอ่อ่าโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อที่ดินแพงระยับให้เมื่อยตุ้ม

          แถมโชคดีที่แคชเมียร์มีไม้เหมาะกับการทำเรือบ้านอย่างดี คือ ไม้สนซีดาร์ ใช้ขึ้นโครงบ้านเรือ กับ ไม้วอลนัต ชนิดที่ใช้ทำไม้ตีคริกเก็ต นำมาทำเฟอร์นิเจอร์ และส่วนที่จะประดับประดาด้วยลวดลายแกะสลักอันเป็นเอกลักษณ์ของแคชเมียร์โดยเฉพาะ บ้านเรือจึงอลังการตระการตาอย่างคาดไม่ถึง เริ่มจากระเบียงหัวเรือที่ใครได้นั่งนอนเล่นแล้วแทบไม่อยากลุกไปไหน ถัดมาเป็นห้องรับแขกกว้างใหญ่พอจะตั้งวงเตะตะกร้อได้สบายๆ นิยมปูพื้นด้วยพรมแคชเมียร์สวยสง่า จากนั้นเป็นห้องรับประทานอาหาร ห้องครัว และห้องนอนอย่างหรู อยากไปเที่ยวไหนก็มี “ชิคาร่า” เรือพายลำเล็กแต่มีปะทุนกันแดด มีม่านกันลมอย่างดี นั่งสบายราวมหาราชา รวมความแล้วพวกอังกฤษมาใช้ชีวิตในบ้านเรือสุขสบายราวมหาราชาจริงๆ

           เป็นเช่นนี้ จนกระทั่งอังกฤษคืนเอกราชให้อินเดีย แต่ตอนนั้นใครๆ ก็หลงรักบ้านเรือเสียแล้ว แม้ไม่มีข้าราชอังกฤษ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวที่ใฝ่ฝันจะสัมผัสสวรรค์บนดินที่บ้านเรือ ในทะเลสาบกลางหุบเขาแห่งจินตนาการสักครั้ง บ้านเรือที่ตกทอดจากสมัยอังกฤษกลายเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจการท่องเที่ยวแคชเมียร์ จนมีคำกล่าวว่า มีแต่เซลส์แมนกับคนโง่เท่านั้น ที่มาถึงศรีนาคาร์แล้วไม่นอนบ้านเรือ จากหลักสิบลำ กลายเป็นร้อยเป็นพันขึ้นไป จนถึงวันนี้ ยังมีตัวเลขที่สับสนอยู่ เพราะบ้างว่าในทะเลสาบดาล และทะเลสาบบริวาร มีเรือบ้านถึง 2 หมื่นลำ แต่ตัวเลขที่ผมได้มาคือไม่เกิน 2,000 ลำ ซึ่งก็นับว่ามากมายมหาศาลแล้ว แต่นักท่องเที่ยวก็ต้องระวัง หากจ่ายถูกเกินไป อาจได้เรือบ้านเก่าๆ จนนอนแทบไม่ลงก็มีถมไป

          กิจกรรมสำหรับแขกที่พักบ้านเรือ นอกจากการล่องเรือชิคาร่าไปชมความงามของทะเลสาบแล้ว ยังมีเรือสินค้าของที่ระลึกสารพัดแบบ พายมาขายให้เราได้บริหารสมองในการต่อรองราคาถึงระเบียงเรือบ้านของเรา หรือใครขยันตื่นเช้าก็น่าไปชมตลาดน้ำที่เกษตรกรทำสวนผักลอยน้ำในทะเลสาบ นำผลผลิตมาขายในลักษณะตลาดขายส่ง คือจะมีพ่อค้าตลาดบกลงเรือมาซื้อผักไปขายอีกทอดหนึ่ง ตลาดน้ำที่นี่จึงติดตลาดกันตั้งแต่ตีสี่ตีห้า พอใกล้จะสว่าง ตลาดก็วาย ใครอยากไปชมต้องขยันตื่นเช้าเป็นพิเศษ แต่สำหรับบางคน แค่ได้นอนอ่านหนังสือเล่มโปรดที่ระเบียงเรือบ้าน มีชาแคชเมียร์หอมกรุ่นละมุนลิ้นคอยเสิร์ฟไม่ขาด เท่านี้ก็สวรรค์แล้ว

        แต่ที่น่าประทับใจจนกลายเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของแคชเมียร์ในสายตาชาวโลก คือ เรือขายดอกไม้สีสันตระการตา แล่นเรื่อยมาบนผิวน้ำใสราวกระจก จนสีชมพู เหลือง ฟ้า น้ำเงิน แสด สาดสะท้อนในเงาน้ำดั่งภาพวาดในจินตนาการ แถมมีนกเป็ดน้ำดำผุดดำว่ายอยู่ไม่ไกล ชวนให้ใหลหลงจนไม่อยากไปไหนอีก เพราะได้มาเห็นสรวงสวรรค์บนพื้นพิภพที่จับต้องได้จริงๆ แล้ว ณ หุบเขาแคชเมียร์อันยากจะลืมเลือน


เรื่องและภาพ...ธีรภาพ โลหิตกุล