ไลฟ์สไตล์

กระเจียวยามเช้ามอหินขาวยามเย็น @ ชัยภูมิ

กระเจียวยามเช้ามอหินขาวยามเย็น @ ชัยภูมิ

10 ก.ค. 2554

เข้าต้นฝนต้นพรรษา ดูจะเป็นช่วงเหมาะของดอกไม้ดิน ที่จะโผล่มาอวดโฉมผู้คน ... "กระเจียว" ดอกไม้ดินสีหวานๆในสายหมอก ที่หมายตาของนักท่องเที่ยว นักถ่ายภาพ ที่อยากไปสัมผัส และปีนี้ ฉันไม่พลาดกับเค้าเหมือนกัน ใครสนใจก็ไปกันได้จนถึงราวสิ้นเดือนสิงหาคมค่ะ

เราออกเดินทางกันค่อนดึกเพื่อให้ทันเช้าตรู่ ดูกระเจียวที่อุทยานแห่งชาติ (อช.) ป่าหินงาม ตามเป้าหมายที่ตอนบ่ายจะไป อช.ไทรทอง นอนเล่นกัน 1 คืน รุ่งขึ้นดูกระเจียวเสร็จ ก็จะเดินทางไปอช.น้ำตกตาดโตน และมอหินขาว ในเขต อช.ภูแลนคา รวม 4 อช.หลักของชัยภูมิ 

  จากกรุงเทพฯใช้เส้นทาง พหลโยธิน -พุแค -ลำนารายณ์ จากนั้นใช้เส้นทางหมายเลข 205 ก่อนเข้า อ.เทพสถิตประมาณ 1 กม. เลี้ยวซ้ายเข้า อ.หนองบัวระเหว ตามทางหมายเลข 2354 แต่จะเลี้ยวซ้ายเข้า อช.ป่าหินงามก่อน เพราะถ้าตรงไป ก็จะไป อช.ไทรทอง ในอ.หนองบัวระเหว  ... ฉันไม่ได้ขับรถ เลยหลับยาวถึงเช้าฟ้าสาง ที่ตลาดหนองรี อ.ลำสนธิ  จัดการกับกาแฟร้อนๆ เติมคาเฟอีนให้ร่างกายเสร็จ ก็เดินทางกันต่อ ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปรายไม่ขาดเม็ด

ถึงอช.ป่าหินงาม ราว 8 โมงเช้า ... สายหมอกที่ปรากฎ ทำให้ฉันยิ้มในหน้า เพราะจะได้ภาพดอกกระเจียวสีชมพูๆ มีสายหมอกลอยอ้อยอิ่งด้านบน  เราขับรถขึ้นไปลานจอดด้านบน แวะที่ผาสุดแผ่นดินกันก่อน เพราะอยู่ใกล้สุด ... อืม สุดแผ่นดินจริงๆ ขืนก้าวต่อไปข้างหน้า คงได้ไปพบกันในโลกหน้าแน่ๆ   จุดนี้ เป็นจุดสูงที่สุดของเทือกเขาพังเหย สูง 846 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง(รทก.) มุมนี้ ถ้าหมอกจาง จะมองเห็นหุบป่าด้านล่างและหน้าผาแดง ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซับลังกา จ.ลพบุรี  สองผืนป่านี้ ห่างกันแค่เขาพังเหยกั้น ก็กลายเป็นคนละจังหวัดไปแล้ว

เส้นทางเข้าไปดูกระเจียวที่ป่าหินงามทำเป็นเส้นทางเดินเท้าถาวร ขึงสลึงข้างๆ พร้อมป้ายห้ามเดินลงไปในพื้นที่ปลูกกระเจียว ก็เพื่อจะได้ไม่เผลอไปเหยียบต้นนั่นเอง ก็ถ้านักท่องเที่ยวเยอะๆ แย่งกันลงไปยืนชิดติดขอบกระเจียว มีหรือจะไม่เผลอไผลไปเหยียบเข้า หรือเหยียบดินจนแน่นเกินไป ก็แย่แล้ว ถึงตอนนี้ฉันอิจฉาพวกที่พกเลนส์เทเล ไปด้วยชมัด เพราะสามารถซูมดอกที่สวย สมบูรณ์ที่อยู่ไกลๆ ได้ เราเดินตามทางไปเรื่อย เส้นทางเท้าที่ทำไว้ เดินยาวตั้งแต่บนลงล่างเลยทีเดียว หากนำรถไปจอดด้านบนก็ต้องเดินกลับขึ้นไปเอารถด้วยนะ

จากเส้นทางกระเจียวขับรถย้อนไปตามทางเดิม แล้วแยกไปตามป้ายที่บอกทางไปลานหินงาม.. เดี๋ยวนี้มีสะพานไม้ทอดยาวเข้าไปในลานหินช่วงหนึ่ง แล้วที่เหลือก็เลาะไปตามก้อนหิน ดูจินตนาการของธรรมชาติ ที่เสกสรรปั้นแต่งหินก้อนแข็งๆ ให้เป็นรูปร่างต่างๆ เช่น ถ้วยฟีฟ่า จานเรดาร์ แม่ไก่ยักษ์ มอหำตั้ง (เขาเขียนอย่างนั้นจริงๆ) และถ้ำมอง
ใช้เวลาที่นี่ไม่นานเพราะเริ่มสาย น้ำย่อยในกระเพาะเริ่มเกี้ยวกราด จนเราต้องออกไปหาร้านอาหารใกล้ๆ ปากทางเข้านั่นเอง มีหลายร้านให้เลือกตามชอบค่ะ จัดการมื้อเช้าบวกเที่ยงเสร็จ เดินทางต่อไป อช.ไทรทอง ใช้เวลาราวชั่วโมงเศษ ก็ถึงที่ทำการ ฯ แต่เป้าหมายของพวกเราจะขึ้นไปนอนด้านบน เพื่อว่าวันรุ่งขึ้นจะได้เดินเข้าไปที่ทุ่งกระเจียวแต่เช้าได้เลย

จังหวะดีไปครั้งนี้คนน้อยถึงน้อยมากเพราะมีอยู่แค่กลุ่มเรา กับอีก 2 กลุ่มใหญ่ๆ ที่ขึ้นมาพักด้านบน ส่วนฉันเองจับจองต้นไม้ผูกเปลซะกลางลาน ด้วยเพราะระยะห่างต้นไม้ที่ค่อนข้างมาก เลยมีทำเลให้เลือกไม่มากนัก หลังจัดการที่พักเสร็จ ลมเย็นๆ เลยทำเอาพวกเราหลับไม่รู้ตัวไปจนถึงเย็น 

มื้อค่ำง่ายๆจัดเตรียมขึ้น แต่หลังจากกินข้าวไม่นาน ฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก จนเพื่อนหลายคนหลบเข้าเตนท์ เหลือเรา 3 คน นั่งคุยกันต่อท่ามกลางสภาพอากาศเย็นๆ เอาหล่ะซิ ... ฉันจะกลับไปที่เปลได้ยังไง แต่คุยไปคุยมา 4 ทุ่มกว่าๆ ฝนก็ขาดเม็ด ฉันเลยแยกย้ายไปลงเปล โชคดีที่ฟรายชีตเอาอยู่ เลยไม่ทำให้ฉันต้องลำบากหาที่นอนใหม่ อากาศค่ำนี้กำลังสบายในถุงนอนที่ไม่หนานัก

ฉันตื่นมาอีกทีก็หกโมงเช้ากับหมอกสวยๆยามเช้าเสียงรถกระบะทยอยพานักท่องเที่ยวขึ้นมาดูกระเจียว โดยเป็นรถเช่าจากที่ทำการอุทยานฯ ขึ้นมา คิดค่าเช่าคนละ 60 บาทไป-กลับ ก็สะดวกดีสำหรับคนที่มารถตู้ หรือรถประจำทาง หรือรถเก๋ง ที่ไม่อยากเอารถขึ้นมาวิ่งทางลูกรัง แถมยังมีข้ามน้ำช่วงแรกๆ ด้วย เพราะถ้าเก๋งเตี้ยก็ลึกถึงครึ่งคันได้ทีเดียว

กลุ่มเรากว่าจะออกเดินก็สายแล้วแน่นอนว่า เราไม่พลาดกับหน้าผาที่หนุ่มๆ อยากไปทดสอบความเสียว และความจริง "ผาหำหด"  เพื่อนๆ ผลัดกันถ่ายรูปสบายๆ ด้วยเพราะนักท่องเที่ยวไม่มากมาย แต่ผลสรุปเป็นอย่างไร ฉันไม่ได้ถาม 555

จากตรงนี้เราเดินต่อไปทุ่งกระเจียว ซึ่งพี่ที่รู้จักบอกมาว่ากระเจียวสวยต้องไปทุ่ง1 กับทุ่ง2 ระยะทางก็ 2 กม.กว่าๆ เอ๊ง ไปก็ไป แต่ระหว่างทางที่เดิน ซึ่งเป็นทางดินธรรมดา เลยมีดอกไม้เล็กๆ มอสเขียวๆ และกระเจียวขาวดอกจิ๋วๆ ที่ขึ้นอวดโฉมอยู่ข้างทางด้วย ทำให้ต้องหยุดเดินกันเป็นระยะ ส่วนตรงที่เป็นทุ่งกระเจียว จะทำรั้วกั้นเตี้ยๆ ไว้ พร้อมป้ายบอกห้ามผ่าน 

ถ่ายรูปกันหนำใจถึงได้เวลาออกเดินทางต่อ เพราะยังมีอีกสองสถานที่เป็นเป้าหมาย ก่อนเดินทางกลับบ้าน เราแวะจัดการมื้อสายกับที่ร้านอาหารของอุทยานฯด้านล่าง ยืนยันได้ว่า "อร่อยมาก" รสชาติจัดจ้านจนอยากบอกต่อ

จากอช.ไทรทองเรามุ่งหน้าไปตัวจังหวัดชัยภูมิ เพื่อผ่านไปยังอช.น้ำตกตาดโตนที่อยู่ในเขตอ.เมืองตอนเหนือ และเป็นเส้นทางผ่านไป มอหินขาวในเขตอช.ภูแลนคาที่อยู่ห่างออกไปอีกราว20 กม. ตอนนั้นบ่ายสองกว่าๆ กับสภาพของท้องฟ้าที่มีเมฆเทามากกว่าปกติ ฉันเลยบอกเพื่อนว่าไปมอหินขาวก่อนเถอะ จะได้ถ่ายรูปได้ก่อนฝนตก ระยะทางสุดท้ายของทางเข้ามอหินขาวเป็นทางลูกรัง แต่สภาพเรียบ (รถเก๋งก็ไปได้) เส้นทางสู่มอหินขาว ผ่านไร่มันสำปะหลัง และไร่สับปะรดที่กว้างสุดใหญ่เป็นเขาๆ ทำให้นึกถึงไร่กระหล่ำที่ภูทับเบิกซะจริงๆ จนอดเปรยไม่ได้ว่า "หน้าฝนหนักทีไร เส้นทางหนองบัวระเหวเจอดินถล่มทุกที คงเพราะหน้าดินที่หายไปนี่เอง"

ถึงมอหินขาวอุทยานหินร้อยล้านปี ราวบ่ายสามโมงกว่าๆ นักท่องเที่ยวบางตา เราขับรถขึ้นไปจุดไกลสุดก่อน คือที่ผาพญานาค จุดชมวิวเมืองชัยภูมิที่สวยงามอีกแห่ง แล้วเลาะเที่ยวลงมา จังหวะดีอีกนั่นแหล่ะที่เราไปกันช้า เลยฟ้าเปิดหน่อย คนน้อย แดดร่ม 

มอหินขาวเป็นกลุ่มหินขนาดใหญ่ๆ3 กลุ่ม  โดยจะมีหินทรายก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งเป็นสีขาวและโดดเด่นในพื้นที่ และเป็นที่มาของคำว่า มอหินขาว นอกจากนั้นก็มีหินทรายแป้ง หินโคลน หินทรายสีม่วง แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ กลุ่มหินแรกที่มีเสาหินขนาดใหญ่ 5 ต้นเรียงรายกันอยู่ เสาหินแต่ละต้นมีความสูงราว 12 เมตร ต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดต้องใช้คนโอบไม่น้อยกว่า 20 คน จนได้ชื่อว่า "สโตนเฮนจ์ เมืองไทย

กลุ่มหินที่2 กลุ่มหินเจดีย์ -กลุ่มหินโขลงช้าง ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แม้เสาหินจะไม่ใหญ่โตเท่ากลุ่มแรก แต่มีรูปร่างแปลกๆ เยอะ และที่เด่นหน่อยคงเพราะ เบิร์ดธงไชย แมคอินไตย ไปนอนดูดาวในโฆษณาเที่ยวเมืองไทย จนเป็นที่เอ่ยขานถึง ว่ากันว่าในยามค่ำคืน บริเวณนี้จะเห็นเกล็ดเพชรของดวงดาวทางช้างเผือก อยู่ใกล้แค่เอื้อม ส่วนกลุ่มหินใหญ่ๆ อีกจุด คือ กลุ่มหินลานต้นไทร

ด้วยความที่หินเหล่านี้มีอายุมากกว่า 175 ล้านปีทีเดียว ซึ่งอาจจะรวมถึงหินก้อนเล็กก้อนน้อยด้วย เลยมีป้ายคำเตือนกับบทลงโทษคนที่เก็บหินติดไปด้วย ดูจะเป็นข้อที่หนักสุด ดดยมีโทษปรับตั้งแต่ 500-20,000 บาท และโทษจำคุก 5-20 ปี คงขึ้นอยู่กับขนาดและความเก่าแก่มั้ง หากแต่ว่าก้อนใหญ่มหึมา คงไม่มีใครกล้ามายกแน่ๆ

กว่าจะออกจากมอหินขาว ก็เกือบจะ 5 โมงเย็น เลยเข้าน้ำตกตาดโตนไม่ทัน แต่เพียง 2 วัน กับ 3 อุทยานแห่งชาติที่ขึ้นชื่อของชัยภูมิ ... คุ้มค่าจริงๆ พร้อมกับหมายมาดจะไปเล่นน้ำตกให้ได้สักครั้ง แค่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง


เรื่อง/ภาพ โดย นพพร วิจิตรวงษ์