ไลฟ์สไตล์

"อลงกรณ์"สั่งสอบดีแทคเพิ่มเบรกยื่นสตช.

"อลงกรณ์"สั่งสอบดีแทคเพิ่มเบรกยื่นสตช.

06 ก.ค. 2554

“อลงกรณ์” ระงับส่งรายงานดีแทคให้ สตช. พร้อมให้ “สัญญา สถิรบุตร” ตรวจสอบเพิ่ม หาข้อสรุปให้ชัดเจนว่าจะชี้มูลความผิดได้หรือไม่ หรือแค่ส่ง สตช.สอบต่อ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งระงับการส่งผลสรุปการตรวจสอบสถานะของบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้ว เนื่องจากเพิ่งได้รับรายงานผลสรุปในช่วงเช้าวันที่ 5 กรกฎาคม จึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบในรายละเอียด โดยแต่งตั้งนายสัญญา สถิรบุตร ที่ปรึกษา รมช.พาณิชย์ เป็นคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อให้มีข้อสรุปที่ชัดเจนกว่านี้ว่าสามารถนำไปสู่การชี้มูลความผิดเพื่อส่งฟ้องดำเนินคดี หรือทำได้เพียงส่งเรื่องให้ สตช. สอบสวนเชิงลึกต่อไป

 “ผมต้องการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าใช้อำนาจแท้จริงให้เต็มที่ ต้องมีข้อสรุปที่ชัดเจนกว่านี้ เพราะเชื่อว่ากรมมีอำนาจหน้าที่เพียงพอในการตรวจสอบ ไม่ใช่ตรวจสอบเสร็จก็โยนให้ตำรวจสอบต่อ เรามีกระบองก็ต้องใช้กระบองไม่ใช่ใช้ไม้เรียว มิฉะนั้นนอมินีก็จะเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างที่เห็น หากตรวจสอบแล้วมีหลักฐานเพียงพอว่ามีความผิดตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมจะต้องสั่งฟ้องดำเนินคดีทันที คาดว่าภายในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ผมจะตัดสินใจได้ว่าจะสั่งฟ้องดำเนินคดีกับดีแทค หรือจะส่งเรื่องให้ สตช.สอบเชิงลึกต่อไป” นายอลงกรณ์กล่าว

 นายอลงกรณ์กล่าวว่า ในอนาคตต้องเปิดเสรีการค้า ดังนั้น ต้องทำให้เกิดมาตรฐานการลงทุนที่ชัดเจน และเป็นไปไม่ได้ที่จะหลอกคนไทยให้ละเมิดกฎหมายไทย โดยที่หน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลกฎหมายทำอะไรไม่ได้เลย ขณะที่นักธุรกิจไทยเองจะต้องยืนแถวตรงปฏิบัติตามกฎหมายของต่างชาติอย่างเคร่งครัดในการไปลงทุนในต่างประเทศ

 ส่วนประเด็นที่จะสอบสวนเพิ่มเติมต่อยอดจากข้อสรุปของคณะทำงาน มีดังต่อไปนี้ คือ 1.บริษัทที่ถือหุ้นในดีแทค 7 บริษัท โดยจะเข้าไปศึกษารายงานประจำปีของบริษัท เทเลนอร์ เอเชีย จำกัด (สิงคโปร์) ที่ระบุว่ามีบริษัทในเครือที่ถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งเกินสัดส่วนตามที่กฎหมายกำหนด 2.การออกข้อบังคับของบริษัทเทเลนอร์ฯ ซึ่งแสดงถึงอำนาจการครอบครองกิจการ และข้อบังคับที่มีการกำหนดให้ผลประโยชน์กับหุ้นส่วนข้างมากน้อยกว่าหุ้นส่วนข้างน้อย 3.การถือหุ้นใน 5 ชั้น จำนวน 7 บริษัท ที่ถือหุ้นไขว้กันนั้น พบว่ามีอย่างน้อย 4 บริษัท ไม่ได้ดำเนินกิจการ ไม่ได้ประกอบกิจการ และไม่มีที่ตั้งบริษัท และมีการแจ้งข้อมูลที่เป็นเท็จต่อกรม