ไลฟ์สไตล์

เปิด!!แผนซื่อตรงต้านคอรัปชั่นเสนอรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"

เปิด!!แผนซื่อตรงต้านคอรัปชั่นเสนอรัฐบาล"ยิ่งลักษณ์"

06 ก.ค. 2554

ร่างแผนซื่อตรงค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างจากการขับเคลื่อนงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติตั้งแต่ปี 2548 นับเป็นครั้งแรกที่มีการรวมพลังของภาคประชาชนและคนทำงานในเครือข่ายคุณธรรมจากทั่วประเทศ เพื่อนประกาศเจตนารมณ์ สมัชชาคุณธรรม

          ร่วมกันในการขับเคลื่อนสังคมไทยโดยมีคุณธรรมเป็นรากฐาน การทำความดีทุกรูปแบบ สนับสนุนการจัดเวทีสาธารณะ ชักชวนเครือข่ายคุณธรรมและองค์กรจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันวางจุดเน้นและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคม

           นราทิพย์ พุ่มทรัพย์ ผอ.ศูนย์คุณธรรม กระทรวงวัฒนธรรม  เล่าว่า 6 ปีแล้วที่เวทีสมัชชาคุณธรรมกลายเป็นเวทีที่ให้กำเนิดข้อเสนอเชิงนโยบายในหลายเรื่อง อาทิ แนวคิดเรื่อง จิตอาสานำไปสู่มติครม. ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐลงไปทำงานจิตอาสาได้โดยไม่ถือเป็นวันลา หลักสูตรคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลให้แก่กระทรวงและหน่วยงานต่างๆ แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมต้นแบบ ซึ่งส่งผลให้เกิดระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม ในงานสมัชาชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 5 “สร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง” ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2554 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นี้มีเป้าหมายเสนอร่างแผนแม่บทที่เกิดจากการระดมความคิดเห็นใน 6 กลุ่ม ได้แก่ ศาสนา ข้าราชการและการเมือง การศึกษา ธุรกิจ ชุมชน และสื่อ
 

          วันนี้จะขอเปิดดูร่างกรอบทิศทางการขับเคลื่อนเครือข่ายสังคมคุณธรรม พ.ศ. 2555-2564 ของกลุ่มชุมชนนำเสนอโดยสถาบันชุมชนท้องถิ่น แผนดังกล่าวมีเป้าประสงค์ระดับชาติ คือ สังคมไทยเป็นสังคมที่ดีงามและอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน วิสัยทัศน์ระดับชาติ 1.คนไทยให้คุณค่าความถูกต้อง-ดีงาม มากกว่าเงินทองหรือผลประโยชน์ทางวัตถุ 2.ชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่ของประเทศเป็นฐานคุณธรรมความซื่อตรงของสังคม ตั้งเป้าภายใน 10 ปี ประเทศไทยเป็นผู้นำอาเซียน (ASEAN) ในด้านสันติภาพและประชาธิปไตย
 

          ตัวชี้วัดที่สำคัญได้แก่ 1.ทัศนคติเชิงคุณธรรมของสังคมไทยดีขึ้น 2.พฤติกรรมปฏิเสธ-ต่อต้านความชั่วร้ายในสังคมไทยมากขึ้น 3.ความจำนนต่อทุจริตคอรัปชั่นในกลุ่มเยาวชนและสังคมทั่วไปลดลง 4.ช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนแคบลง 5.ชุมชนท้องถิ่น (อบต.และเทศบาล) องค์กรธุรกิจและหน่วยงานรัฐที่เป็นธรรมาภิบาลมีจำนวนมากขึ้น 7.กลุ่มองค์กรจิตอาสามีจำนวนมากขึ้น 8.เหตุรุนแรงทางสังคมและทางการเมืองมีจำนวนลดลง 9.ดัชนีความโปร่งใสประเทศ(Corruption Perception Index : CPI)เพิ่มขึ้น 10. ปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านหมดไป

           มีทิศทางการขับเคลื่อน 1.เสริมสร้างทัศนคติสังคม เช่น รณรงค์ทางสื่อสาธารณะ 4 ประการ ได้แก่ สำนึกในการจัดการตนเอง (Self-governing)สำนึกในการรังเกียรจคอรัปชั่น (Anti- Corruption) สำนึกในสันติวิธี(Non-violence) และสำนึกความเป็นธรรมในสังคม (Social Justice)นอกจากนี้มีการส่งเสริมจิตอาสาในทุกประเภท ทุกพื้นที่ ทุกวงการ ทุกระดับ 2.บูรณาการงานขับเคลื่อนเครือข่ายสังคมคุณธรรม เช่น ส่งเสริมในองค์กรภาคีในเรื่องความซื่อตรง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคี จัดให้มีการประชุมใหญ่อย่างน้อยทุกๆ 2 ปี เพื่อขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และพัฒนางานวิชาการและบริหารจัดการ
 

          3.พัฒนากลไกและนโยบายระดับชาติและระดับชุมชนท้องถิ่น เช่น การพัฒนาศักยภาพศูนย์คุณธรรมเพิ่มในการจัดองค์ความรู้ การบริหารเครือข่าย ส่งเสริมภาคพลเมืองในระดับท้องถิ่นและภูมิภาคขับเคลื่อนงานคุณธรรม จัดตั้งกองทุนเพื่อสังคม โดยรัฐสนับสนุนงบและรายได้จากระบบภาษีอย่างมั่นคง เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมกิจกรรม โครงการด้านคุณธรรมภาคประชาชน ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง จัดตั้งมูลนิธิกองทุนชุมชน(Social Investment Fund) โดยชุมชนเป็นกลไกสนับสนุนกิจกรรม โครงการด้านคุณธรรมและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ของตน

           ด้าน พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์  คณะอนุกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา บอกว่า นอกจากภาครัฐที่ทุจริตแล้วยังมีนักการเมืองด้วย อยากให้เด็กและเยาวชน เริ่มต้นแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นง่ายๆ คือ เร่งสร้างค่านิยมความซื่อตรง 5 ประการ 1.ซื่อสัตย์สุจริต 2.มีความวิริยอุตสาหะขยันหมั่นเพียร 3.ทำงานให้สำเร็จตามที่ตั้งใจและทำสิ่งที่ดีงามแก่สังคม 4.รักษาคำมั่นสัญญาวาจาสัตย์ 5.ต้องทำตนให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาแก่คนทั่วไป โดยรัฐบาลใหม่ ต้องไม่ละเลยปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการต่อต้านคอรัปชั่น 3 ฉบับ 1.ประมวลกฎหมายอาญาในเรื่องความผิดอาญาระหว่างประเทศ 2.กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำโดยมิชอบ การทุจริต 3.กฎหมายเกี่ยวกับสินบนกับต่างประเทศ

           พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวทิ้งท้ายว่า “ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต สิ่งนี้ยังไม่มีใครเคยพูดถึงว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ในสังคมไทย เป็นหน้าที่ของนักการเมือง 500 คนที่จะเข้ามาในสภาจะต้องทำ การละเลยเช่นนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการทุจริตคอรัปชั่น อยากจะให้รัฐบาลใหม่ (ยิ่งลักษณ์1) ยืนยันว่าจะนำกฎหมายต่อต้านทุจริตคอรัปชั่นทั้ง 3 ฉบับเข้าสู่กระบวนการแก้ไขและพิจารณาของรัฐสภาโดยเร็ว เพราะหมายถึงศักดิ์ศรีของประเทศ”

นานาทัศนะ

          นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น (ภตค.) เผยผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอรัปชั่นไทยประจำเดือน มิถุนายน 2554 ภาพรวมอยู่ที่ระดับ 3.4 จาก 10 คะแนน ซึ่งจัดอยู่ในขั้นรุนแรงเมื่อเทียบกับธันวาคม 2553 ส่วนใหญ่ยังมองว่าจะมีปัญหาเพิ่มขึ้น 75% เผยเสียหาย 3 แสนล้านต่อปี ระบุยิ่งใช้นโยบายประชานิยมมากเท่าไหร่ จะเปิดช่องทุจริตมากขึ้น คาด 5 ปีข้างหน้าอาจสูญกว่า 5 แสนล้านต่อปี

          ศ.ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน “ปัญหาคอรัปชั่น เป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสของประเทศไทย โดยเฉพาะในวงการข้าราชการไทย ข้อมูลองค์กรความโปร่งใสนานาชาติ เกี่ยวกับดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ความโปร่งใสของไทย ได้คะแนนความโปร่งใส เพียง 3.5 จากคะแนนเต็ม 10 และอยู่ในอันดับที่เกือบ 80 ของโลก ขณะเดียวกัน พบข้อมูลการคอรัปชั่นในภาครัฐเพิ่มมากขึ้น จากปี 2550 ที่มีเพียงร้อยละ 10 เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 50 ในปัจจุบัน มีมูลค่าความเสียหายถึง 2 แสนล้านบาท

          นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการจัดงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 5 กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติการณ์คอรัปชั่น 2 ปัญหาใหญ่ คือ วิกฤติการณ์ภายในประเทศ คุณธรรมจริยธรรมของคนไทยต่ำลง เกิดปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเพิ่มขึ้น เกิดความแตกแยก รุนแรงในสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ บวกกับวิกฤติการณ์นอกประเทศ เกิดจากภาวะภัยพิบัติ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมบริโภคนิยม ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องผนึกกำลังฝ่าวิกฤติการณ์คอรัปชั่นให้ได้ ตั้งเป้าภายใน 10 ปีข้างหน้า จะต้องควบคุมการคอรัปชั่นได้ ความแตกแยกในสังคมลดลง รวมทั้งปัญหาชายแดนรอบประเทศต้องหมดไป


    0 ผกามาศ ใจฉลาด0 รายงาน