ไลฟ์สไตล์

"มะเร็งตับ" ตายอันดับหนึ่ง

"มะเร็งตับ" ตายอันดับหนึ่ง

06 ก.ค. 2554

อัตราการเสียชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะมะเร็งตับ ถือเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง กลุ่มผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูง จะพบในเพศชายที่อายุมากกว่า 45 ปี และผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปื

หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ สถิติการเสียชีวิของคนไทยย้อนหลัง ตั้งแต่ พ.ศ.2543 พบว่ามีคนไทยเสียชีวิตจากมะเร็งมากที่สุด และมะเร็งตับเป็นอันดับ 1 ของการเสียชีวิตซึ่งการรักษามะเร็งตับ ทางเดินน้ำดี และตับอ่อน จะได้ผลดีขึ้นอยู่กับการตรวจพบในระยะเริ่มแรก และได้รับการรักษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
 มะเร็งตับ แบ่งเป็น 2 ชนิด ใหญ่ๆ คือ ชนิดปฐมภูมิ คือ มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ตับ และท่อน้ำดี และชนิดทุติยภูมิ เป็นมะเร็งที่กระจายมาจากที่อื่น โดยมากจะมาจากอวัยวะภายใยช่องท้อง เช่น ลำไส้ใหญ่ ฯลฯ การรักษาและพยากรณ์ของโรคต่างๆ จะไม่เหมือนกัน ซึ่งในคนทั่วๆ ไปในประเทศไทยจะพบมะเร็งตับกันมาก ในทางภาคอีสาน ภาคเหนือ จะเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับกันมาก

สาเหตุของโรคมะเร็งตับ
 1.เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบไม่ว่าจะเป็นชนิด B หรือ C
 2.แอลกอฮอล์ ก็เป็นสาเหตุสำคัญ มีงานวิจัยที่ยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่ดื่มและไม่ดื่มแอลกอฮอล์ มีโอกาสเกิดมะเร็งตับแตกต่างกันประมาณ 1.5 เท่า
 3.อาหารที่มีสารปนเปื้อนของเชื้อรา เชื้อราจะสร้างสารอัลฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งจะพบมากในอาหารประเภท ถั่ว พริกแห้ง ที่เก็บไว้นานๆ มีความชื้น และมีเชื้อราขึ้น
 4.อาหารประเภทปลาร้า ปลาดิบ อาหารสุกๆ ดิบๆ ก็จะมีการรับเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ โดยพยาธิจะเข้าไปในทางเดินอาหาร ในท่อน้ำดี ในตับ ซึ่งจะทำให้ท่อน้ำดีในตับเป็นมะเร็ง

อาการของโรคมะเร็งตับจะแบ่งเป็น 4 ระยะ
 ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 บางครั้งจะไม่แสดงอาการใดๆ หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อยเช่น ปวดท้อง ท้องอืดบ้าง ซึ่งอาจทำให้สับสนคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร
 ระยะที่ 3 และระยะที่ 4 อาการของตับมีปัญหา เช่น อาการตัวเหลือง ตาเหลือง มีภาวะท้องมานน้ำ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน

การป้องกัน
 1.เลิกกินปลาน้ำจืดมีเกล็ดแบบสุกๆ ดิบๆ เพื่อหลีกเลี่ยงโรคพยาธิใบไม้ตับ
 2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง ได้แก่ อาหารที่มีราขึ้น อาหารใส่ดินประสิว และไนไตรซามีน เช่น ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม แหนม ไส้กรอก เบคอน อาหารหมักดอง เค็มจัด เผ็ดจัด
 3.รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะอาหารกลุ่มทีมีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และอี เช่น สาลี่ องุ่น แอปเปิ้ล มะละกอ ฯลฯ
 4.การฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัสบี
 5.เลิกดื่มสุราและงดสูบบุหรี่ เพราะมีสารก่อมะเร็งมากถึง 43 ชนิด
 6.ลดความเครียด และออกกำลังกายเป็นประจำ
 7.การขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดีได้
 8.กลุ่มที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ B และ C ในร่างกายควรตรวจคัดกรองทุก 6 เดือน
ผศ.นพ.สิโรจน์ กาญจนปัญจพล
โรงพยาบาลไทยนครินทร์
โทร.0-2361-2727