
ไปหาดใหญ่ ได้อะไรหลายอย่าง
ไปหาดใหญ่คราวนั้นฉันยังจดจำ คำที่เคยสัญญาไว้ให้สองเรา...
สำหรับฉบับนี้ขอยืมเนื้อร้องเพลงสัญญาใจของวงเรนโบว์ มาจั่วหัวคอลัมน์เพราะถ้าท่านผู้อ่านที่อยู่ในวัยเดียวกับผมนั้นจะต้องรู้จักเพลงนี้กันอย่างแน่ๆ แต่ตัวผมเองก็แค่ชอบเพลงนี้เฉยๆ ไม่ได้ไปให้สัญญาอะไรกับใครที่หาดใหญ่นะครับ ก็คือไปหาดใหญ่คราวนี้ได้อะไรดีๆ ที่น่าจดจำมาหลายอย่าง ผมก็เลยคิดที่จะเขียนมาให้อ่านกันเล่นๆ เพลินๆครับ
ไปหาดใหญ่ครั้งนี้ผมได้ไปปฏิบัติภารกิจ 3 อย่างด้วยกัน ก็คืองานแรกเริ่มจากเมื่อวันอังคารที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากนักดนตรีร่วมสมัย ขุนอิน off beat siam ของผมได้เดินก้าวสู่สนามบินนานาชาติหาดใหญ่เป็นครั้งที่ 4 ในรอบปีนี้แล้ว ก็มุ่งหน้าไปยังที่หอประชุมนานาชาติของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือที่เขานิยมเรียกกันว่า ม.อ. นั่นแหละครับ ซึ่งความจริงแล้ว ม.อ.ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับงานนี้เพียงแต่ว่า บริษัทศรีตรัง กรุ๊ป ได้จัดงานเลี้ยงส่งผู้บริหารแล้วก็มาเช่าสถานที่ของ ม.อ. และก็มาจ้างคณะดนตรีของผมกับคุณคริสติน่า อากีล่าร์ และวิทยาลัยนาฏศิลป์ พัทลุง มาแสดงในงานดินเนอร์และเมื่อเห็นรายชื่อของศิลปิน รวมถึงสถานที่จัดงานแล้ว ก็คงจะพอเดาได้ว่าบริษัทศรีตรังกรุ๊ปก็คงเป็นบริษัทที่ใหญ่โตและร่ำรวยอย่างแน่นอน
สำหรับภายในหอประชุมนานาชาติของ ม.อ. ก็คล้ายๆ กับ อิมแพ็ค อารีนาของเมืองทองธานี ใหญ่โตสวยงาม ทันสมัยและใหม่เอี่ยม ซึ่งก็เป็นครั้งแรกของผมและคณะที่ได้มาแสดงในหอประชุมแห่งนี้ โดยการแสดงก็เริ่มจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ พัทลุง ที่นำเสนอชุดการแสดงต่างๆ เช่นระบำ 4 ภาคที่สวยงาม ถึงแม้ว่าผู้แสดงทั้งหมดจะเป็นนักเรียน แต่อรรถรสของการแสดงก็ไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใหญ่มืออาชีพแต่อย่างใด และต่อจากนั้นก็เป็นคิวของคณะผม วงดนตรีร่วมสมัยสไตล์ลาตินกลิ่นไทยเดิม ที่ยกกันไปแบบฟูลทีม และก็ปิดท้ายด้วยศิลปินนักร้องรุ่นใหญ่ คริสติน่า อากีล่าร์ และสำหรับงานนี้เท่ากับว่า ผมได้เห็นหอประชุมที่ใหญ่โตและทันสมัยที่สุดของภาคใต้ก็ว่าได้ครับ
รุ่งเช้าของวันพุธที่ 29 มิถุนายน ผมและคณะก็ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะไปทำการ work shop ที่ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ขออธิบายเพิ่มนิดหน่อยว่าการทำ work shop ไม่ได้เป็นการเปิดร้านขายของ แต่เป็นการสอนแบบอธิบายสลับการสาธิตในระยะเวลาสั้นๆ หรืออาจจะเรืยกว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งการทำ work shop ของคณะผมก็จะมาในหัวข้อเรื่องวงดนตรีร่วมสมัย ซึ่งก็มีนักศึกษาวิชาเอกดนตรีสากลเข้าร่วมกันครบถ้วนแต่ไม่มีนักศึกษาวิชาเอกดนตรีไทยแม้แต่คนเดียว เนื่องจาก ม.หาดใหญ่ยังไม่ได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาเอกดนตรีไทยนั่นเอง จะมีก็เป็นนักศึกษาที่อยู่ในชมรมดนตรีไทยมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ แต่การทำ work shop ที่ ม.หาดใหญ่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เนื่องจากในเวลาบ่าย 3 โมงเย็นนักดนตรีครึ่งวงของผมจะต้องบินกลับกรุงเทพฯ ผมจึงได้อธิบายลักษณะดนตรีร่วมสมัยแบบรวบลัดและสาธิตให้นักศึกษาของ ม.หาดใหญ่ได้ชมกัน 2 เพลง ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็ให้แยกห้องกันไปสอนตามเครื่องมือซึ่งวงผมก็มีนักดนตรีครบเกือบทุกชนิดเครื่องดนตรี ส่วนตัวผมเองหลังจากที่ได้อธิบายลักษณะดนตรีร่วมสมัยและสาธิตให้นักศึกษาได้ชมกันแล้ว ผมก็แยกไปสอนกลุ่มนักศึกษาที่อยู่ในชมรมดนตรีไทยรวมถึงตัวอาจารย์ผู้สอนซึ่งโดยหลักๆ ก็คือการแก้ปัญหาเวลาการรวมวงและการเรียนดนตรีไทย จากนั้นผมเองก็ได้ไปชมการสอนของลูกน้องผมตามห้องต่างๆ ซึ่งทุกคนก็มีเทคนิคการสอนที่ต่างกันออกไป แต่ที่ดูแล้วถูกใจผมมากที่สุด ก็คือมือกลองกับมือกีตาร์ของผม โดยทั้งสองคนนี้มีทักษะในการสอนที่ดีสามารถทำให้นักศึกษาเข้าใจได้โดยง่ายด้วยเทคนิคส่วนตัว ซึ่งจะว่ากันจริงแล้วมันก็ไม่แปลก เนื่องจากมือกลองก็คือ อ.จิรวัฒน์ แสงอนันต์ โดยปกติเป็นอาจารย์สอนกลองแจ๊สอยู่ที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป ส่วนมือกีตาร์ของผมคือ อ.ธีรเดช หุนสนอง ก็สอนกีตาร์อยู่ที่ crescendo school of music สรุปว่างานนี้ผมได้รับรู้ว่ามือกลองและมือกีตาร์ของผมไม่ได้เล่นดนตรีเก่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
หลังจากที่ได้ทำการ work shop เกือบทุกคนก็เดินทางไปที่สนามบินเหลือแค่ มือแซก มือทรอมโบน มือกลอง และตัวผมรวม 4 คนให้อยู่ทำ work shop ที่ ม.ราชภัฏสงขลา ในวันรุ่งขึ้น จากนั้นผม 4 คนก็กลับที่พักในเมืองหาดใหญ่ หลังจากอาบน้ำอาบท่ากันเรียบร้อยแล้วก็นัดกันไปเดินลุยในช่วงบ่ายแก่ๆ
และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ผมได้พบกับท่าน อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี โดยบังเอิญที่ร้านกาแฟด้านล่างของโรงแรมซึ่งมีผู้ชายวัยรุ่นนั่งอยู่ด้วย 1 คน ถามไปถามมาปรากฏว่าคือลูกชายของอาจารย์เอง ผมก็พึ่งจะรู้ว่าอาจารย์มีลูกชายด้วย เพราะผมจะรู้จักแต่น้องปุ้ยลูกสาวของท่าน
สรุปว่าวันนี้ก็ได้รู้อีกอย่างหนึ่งว่า อาจารย์ ธนิสร์ ก็มีลูกชายกับเขาด้วย และหลังจากนั้นตอนพลบค่ำผมก็ได้พบกับลูกชายของ นักปราชญ์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนทักษิณ แต่จะเป็นใครนั้น วันอังคารหน้ามาอ่านกันใหม่นะครับ..สวัสดีครับ
"ขุนอิน"



