
สนามเรื่องสั้น-สิ่งมีชีวิตที่ปรารถนาความมั่นคง
ลมเย็นพัดวูบมาทางหน้าต่างที่เปิดรับไว้ตั้งแต่หัวค่ำ แล้วค่อยๆ กรรโชกแรงทำท่าว่าฝนจะตก ผมจำใจหยิบรีโมทขึ้นมากดปิดทีวีก่อนลุกไปปิดหน้าต่าง รู้สึกเสียดายละครซึ่งกำลังถึงตอนน่าติดตามยิ่ง เมื่อนางเอกต้องเลือกระหว่างคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่(ซึ่งเป็นโรคมะเร็ง)ก
สามารถดูแลเธอให้สุขสบายตลอดชีวิต กับพระเอกที่เป็นเพียงครูอัตราจ้างบ้านนอกนิสัยดีดุจดังพ่อพระ ที่สำคัญคือคนที่เธอรักและรักเธอหมดใจ
ละครเรื่องนี้ยังไม่จบ และแม้ผมจะไม่ได้อ่านบทประพันธ์ล่วงหน้าหรือรับชมภาคเก่ามาก่อน แต่น่าจะคาดเดาไม่ผิดว่าถ้าชีวิตจริงของคนในปัจจุบัน นางเอกย่อมต้องเลือกอย่างแรกอยู่แล้ว คงมีน้อยคนนักที่จะบูชาความรักยิ่งใหญ่จนปฏิเสธปัจจัยรอบด้านของการดำรงชีวิตอยู่อย่างสุขสบายนั่นคือ
“ความมั่นคง”
“แล้วความมั่นคงล่ะ อยู่ตรงไหน ?”
เสียงนางเอกตัวจริงแว่วสู่โสตประสาทของผมอีกครั้ง ขณะด้านนอกสายฝนกระหน่ำหนัก ฝนเม็ดใหญ่ตกกระทบกระแทกหลังคากระเบื้องดังเป๊าะแป๊ะแทบทะลุ
“ก็อยู่ที่ใจของเธอนั่นไง”
ผมตอบเธอด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่แน่นและหนัก ก่อนที่ต่างคนก็ต่างเงียบไป โดยไม่ได้พูดคุยกันในเรื่องนี้อีกจนถึงวันนี้
ใช่...เธอมีสิทธิ์ที่จะทวงถามสิ่งนี้จากคนที่ฝากชีวิต คนที่ตกลงปลงใจร่วมทุกข์ร่วมสุข และคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “สามี” ไม่ผิดที่เธอจะรู้สึกและรับรู้ถึงความไม่แน่นอนที่กำลังเกิดขึ้นจึงต้องถามหาความมั่นคง ผมต่างหากล่ะ...ที่ต้องเป็นผู้ตอบคำถามเธอให้ได้และตอบอย่างกระจ่างชัดด้วย ในหลักประกันที่สามารถอธิบายได้ว่า ชีวิตต่อจากนี้จะเป็นไปอย่างไร จะเดินไปในทิศทางไหน ?
บทละครอาจเขียนให้สวยหรู ดูดี สมหวังหรือผิดหวังอย่างไรก็ได้ แต่กับชีวิตจริงนั้นคนละอย่าง แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การวาดผังวางแผนโครงการให้อนาคตหรือแม้ปัจจุบันหาใช่เรื่องง่ายๆ ไม่สามารถจินตนาการได้ ด้วยเหตุและปัจจัยอื่นๆ เป็นองค์ประกอบอีกมากมาย
เรื่องระหว่างเราเริ่มต้นเมื่อสิบปีที่แล้ว พรหมลิขิตคงเป็นผู้กำหนดให้เราพบกัน รักกัน และลงเอยด้วยการแต่งงานกัน ตามหลักจารีตประเพณีและสากลนิยมทั่วไป กระทั่งมีบุตรด้วยกัน ผมมีตำแหน่งหน้าที่ในบริษัทเอกชนที่มีความมั่นคง ส่วนเธอก็มีงานทำมีเงินเดือนเช่นกัน การเก็บหอมรอมริบร่วมกันก็น่าจะทำให้เรามีความมั่นคงเหมือนกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป แต่...ก็นั่นแหละ สิ่งที่แน่นอนคือความไม่แน่นอน ปัจจัยแวดล้อมเข้ามาเป็นอุปสรรคทำให้การเดินทางระหว่างเรามีอันต้องหยุดชะงัก
แม่ผมไม่สบาย-ไม่ยอมเข้ามารักษาตัวในกรุงเทพและยืนกรานขอตายที่บ้านเกิด ผมตัดสินใจคุยกับเธอแล้วอพยพ “ครอบครัวของเรา” กลับไปทำงานใกล้บ้าน ในหน่วยงานราชการที่คิดว่า “มั่นคง” เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับแม่มากขึ้น
แต่นั่นกลับไม่ใช่คำตอบ การตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตของผมก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้มีเสียงคัดค้านเสียเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงเธอที่ขอร้องให้ผมคิดให้รอบคอบและให้นึกถึง “ความมั่นคง” ให้มากๆ ก่อนยื่น “ใบลาออก” จากงานใหม่ซึ่งกำลังเริ่มต้นไปด้วยดี ผมใช้เวลาคิดและไตร่ตรองอยู่หลายวัน ก่อนจะตัดสินใจ
แม่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย หมอบอกว่าอยู่ได้อีกไม่นาน จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกำลังใจของคนไข้ การลาหยุดและเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยๆ ผมมีความรู้สึกว่าทำอะไรให้กับองค์กรได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย งานก็ไม่ค่อยเดิน แม่ก็ได้รับไม่เต็มที่ จึงตัดสินใจบอกเธอเพื่อเลือกทางออกให้กับตัวเอง จนเป็นที่มาของคำถาม “แล้วความมั่นคงล่ะ อยู่ตรงไหน ?”
ผมไม่รู้ว่าตัวเองตัดสินใจผิดหรือถูกที่ทำให้เธอและลูกๆ ต้องมีส่วนร่วมในชะตากรรมของความมั่นคง ลูกคนโต 7 ขวบ คนเล็กเพิ่งจะคลอดได้ 2 เดือน เป็นโจทย์สำคัญที่ทำให้เธอต้องตั้งคำถามกับผม แต่ “แม่” ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ผมต้องให้คำตอบกับตัวเอง
หนึ่งเดือนเต็มที่ผมได้อยู่ดูแลใกล้ชิด ป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดตัวเช็ดถ่าย กระทั่งปิดเปลือกตาให้แม่ในวาระสุดท้ายของลมหายใจ ผมมีความรู้สึกว่าช่วงเวลาช่างน้อยนิดนักกับที่แม่ดูแลผมมาตลอดทั้งชีวิต มือของแม่ที่กุมมือผมไว้ก่อนตาย แววตาที่บ่งบอกถึงความเป็นห่วงเป็นใย จนถึงวินาทีแห่งการจากพรากโดยไม่หวนกลับ แม่ก็ยังคือแม่ผู้ประเสริฐสุดของลูกวันยังค่ำ
ถึงเวลานี้ความถูกผิดอาจไม่ใช่คำตอบก็ได้ เมื่อความรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ผมได้ทำหน้าที่ของลูกคนหนึ่งที่พึงมีต่อแม่บังเกิดเกล้าเต็มที่ อย่างที่ลูกทุกคนพึงทำ ความรู้สึกกลัวว่าวันหนึ่งเราจะเสียใจไปตลอดชีวิตถ้าไม่ได้ทำอะไรให้แม่ จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ที่เหลืออยู่คือคุณค่า ความหมายและความทรงจำดีๆ ที่ผมต้องเก็บไว้เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้าง “ความมั่นคง” ที่จะต้องเกิดขึ้นใหม่ในไม่ช้า
ฟ้าแผดเสียงกึกก้องคำรามด้านนอก ตามหลังประกายแสงแลบแวบวาบแปลบปลาบที่ผ่านพ้นไปเมื่อครู่ ประหนึ่งรับรู้ เข้าใจและให้กำลังใจ ต่อการค้นหาคำตอบของผมสำหรับเธอในวันพรุ่ง
ผมตื่นจากภวังค์ลุกจากเก้าอี้เดินไปชงกาแฟร้อนๆ แล้วกลับมานั่งที่เดิม จิบกาแฟเพ่งมองใบหน้าแม่ในรูปถ่ายที่แขวนไว้บนผนัง เหมือนว่าแม่ยิ้มให้ และแว่วยินเสียง “ใช่แล้วล่ะลูก...ความมั่นคงอยู่ที่ใจของเธอ...และของลูกด้วย”
ผมซดกาแฟหมดถ้วย มองฝ่าสายฝนไปนอกหน้าต่าง เห็นนางเอกละครคนนั้นกำลังยืนเปียกฝนอยู่ใต้ต้นคูนหน้าบ้าน กวักมือเรียกไหวๆ ให้ลงไปหา0
บายไลน์...“กอนกูย”



