ไลฟ์สไตล์

เต็มร้อยกับชีวิต"นนท์"ดลวัฒน์ แพ่งสภา

เต็มร้อยกับชีวิต"นนท์"ดลวัฒน์ แพ่งสภา

03 ก.ค. 2554

เป็นที่รู้กันว่าครอบครัวแพ่งสภาที่มีพ่อบ้านอย่าง "เอ็ด" ดุสดี และแม่บ้าน "ไหม" วิธวดี เขาใช้ชีวิตกันมันแค่ไหน และความมันในการชีวิตนี้ก็ส่งต่อไปยังลูกๆ ทั้งสอง โดยเฉพาะลูกชายคนเล็ก "นนท์" ดลวัฒน์ แพ่งสภา ที่เต็มที่กับชีวิตตามสเต็ปของเด็กผู้ชายและชายหนุ่มว

     ที่รู้และสามารถบอกกันได้นี้ด้วยการพูดคุยกับชายหนุ่มที่บ้านพักย่านรามอินทรา ซึ่งเจ้าตัวก็ตื่นแต่เช้าทั้งๆ ที่เพิ่งจะเข้านอนตอนตีสี่ ด้วยยังปรับตัวกับเวลาเมืองไทยไม่ค่อยได้นัก เพราะเพิ่งจะบินกลับมาหลังจากจบได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ และที่รีบเดินทางกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ เพื่อทดแทนคุณพ่อแม่อีกครั้งด้วยการบวชเรียนตามพุทธศาสนา
 

     "ผมโทรศัพท์มาบอกแม่ก่อนสอบครับว่าอยากจะบวชเมื่อสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ ซึ่งระหว่างนั้นแม่ก็ไปพระแล้วหาฤกษ์มาซึ่งก็ได้เร็วมาก จนผมสอบเสร็จก็ต้องบินกลับมาทันทีเพื่อเตรียมตัวบวชในครั้งนี้ และที่บวชก็เป็นด้วยว่าแม่เล่าให้ฟังว่าก่อนที่ผมจะเกิดนั่นได้แท้งลูกไปครั้งหนึ่ง แม่จึงไปขอพรจาก ร.5 เพื่อให้ได้ลูก ซึ่งแม่ก็บอกว่าถ้าได้ลูกผู้ชายจะให้บวชถวายและจะให้บวช 1 พรรษา ซึ่งก็พอดีกับเวลาและอายุ ผมจึงตัดสินใจบวชในครั้งนี้" นนท์ เปิดฉากคุยกับเล่าทันทีที่ได้เดินเข้ามาในบ้าน
 

     พร้อมกับบอบต่อด้วยว่า ตอนนี้ก็วุ่นๆ กับชีวิตเพราะเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีมาก็อยากทำงานในด้านที่เรียนคือวัสดุวิศวกรรมและการจัดการ ซึ่งงานด้านนี้หายากในประเทศไทย ก็ตั้งใจจะไปหางานทำหลังจากสึกจากการบวชพระ 3 เดือน ตั้งใจจะไปเรียนทำงานที่ฮ่องกง สิงคโปร์หรือกลับไปลอนดอนอีกครั้ง แต่งานนี้แม่ยังไม่สนับสนุนเพราะอยากให้เรียนต่อปริญญาโทที่ลอนดอนต่อไปเลย


     "เห็นทีคราวนี้อาจมีดื้อบางครับ(หัวเราะ) เพราะผมอยากทำงานก่อนจริงๆ แต่แม่ก็อยากให้เรียนให้จบ ปกติผมก็เชื่อแม่นะครับอย่างเรื่องเรียนความจริงผมชอบด้านศิลปะก็เรียนมาได้หนึ่งปี แม่ก็บอกว่าเรียนด้านนี้มันหางานทำยากให้มาเรียนวิศวกรรม ผมก็เชื่อแล้วก็เรียนจนจบ ซึ่งแม่จะให้เหตุผลในการคุยกันเราจะคุยกันทุกเรื่อง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่แม่หรือพ่อบังคับอันนั้นผมจะไม่เชื่อแล้ว จะดื้อแต่ถ้ามากับเหตุผลผมก็จะทำตาม ยิ่งตอนนี้โตมากขึ้นก็คิดได้มากขึ้น" ชายหนุ่มคนเล็กของบ้าน บอกถึงนิสัยส่วนตัวของตัวเอง


     ตอบมาอย่างนี้ก็เลยได้จังหวะถามว่าแสดงว่าดื้อน่าดูใช้หรือเปล่า  ก่อนได้คำตอบเจ้าตัวยิ้มแล้วเล่าว่า ก็นิสัยเด็กผู้ชายที่พร้อมจะเรียนรู้ ยิ่งไปโตอยู่ต่าประเทศ การใช้ชีวิตด้วยตัวเองยิ่งได้เรียนรู้ แต่บางเรื่องพ่อนี้ละที่สอน ทั้งเรื่องขับรถ เล่นดนตรี อย่างกีตาร์นี้พ่อบังคับให้เล่นเลย เมื่อบังคับก็ไม่ละตามนิสัย แต่ด้วยความที่ได้ยินพ่อเปิดเพลงของยุค 60 บ่อยๆ โดยเฉพาะเพลงของเดอะบิทเทิลจึงกลายเป็นการซึมซับที่จะชอบฟังเพลงแนวนี้ จนมาเมื่อปลายปีที่แล้วเห็นพ่อซื้อกีตาร์มาให้เล่นจึงจับมาเล่น ค่อยๆ หัดจนตอนนี้เริ่มตั้งวงกับเพื่อนๆ ที่ชอบเพลงแนวเดียวกันมาเล่นดนตรีด้วยกัน


     "เล่นดนตรีมันสอนให้ผมมีสมาธินะ สอนให้ผมใจเย็น ผมเป็นคนใจร้อน อยากทำอะไรก็ทำ ก็จะมีพ่อกับแม่ที่คอยบอกคอยสอน โดยพ่อจะสอนในเรื่องของการใช้ชีวิตส่วนแม่ก็คอยประคองในเรื่องการเรียน ซึ่งก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างตามนิสัยเด็กๆ แต่มาตอนนี้เมื่อคิดตามทุกเรื่องที่พ่อแม่สอนเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ซึ่งผมก็หวังว่าหลังจากผมสึกจากบวช ผมคงจะใจเย็นลงกว่านี้ได้" ชายหนุ่ม ตั้งหวัง


     และระหว่างที่ถ่ายรูปกีตาร์ตัวโปรดที่เห็นอยู่ในห้องดนตรีมีด้วยกัน 3 ตัว พร้อมบอกว่าอยู่บนห้องส่วนตัวอีก 2 ตัว เราก็เห็นว่าเสื้อที่หนุ่มนนท์หยิบมาใส่เป็นเสื้อที่ภาพพิมพ์จอห์น เลนอน เลยได้คำตอบว่าไอดอลของเขาไม่ใช่อื่นไกลหัวหน้าวงเดอะบิทเทิลคนนี้นั่นเอง พร้อมกับๆ ที่เราเห็นว่าภายในห้องดนตรีนั่นก็ยังมีโต๊ะสนุ้กเกอร์เล็กๆ ตั้งอยู่ด้วย แล้วก็ได้ยินเสียงบอกมาด้วยว่า "ผมเล่นเป็นนะ พ่อสอน" ซึ่งในขณะที่เจ้าตัวโชว์ลีลาสอยคิวนั้น แม่ไหมก็บอกเพิ่มว่าโต๊ะตัวนี้อายุเกือบเท่าๆ เธอ ด้วยคุณพ่อให้เรือมาจากต่างประเทศตั้งแต่เธอตัวกะเปียก
 

     ในวัย 22 ปีนี่ละที่หนุ่มคนนี้ได้ทำมาแล้วหลายอย่างตามสเต็ปของผู้ชาย รวมทั้งเป็นนักกีฬายินปืนของโรงเรียนในขณะที่เรียนชั้นมัธยมอยู่ที่อังกฤษ  แล้วพอกลับมาเมืองไทยและมีโอกาสก็ควงพ่อเอ็ดไปซ้อมยิงปืนแบบเป้าบินแถวๆ ฉะเชิงเทราบ้าง "ผมใช้ชีวิตคุ้มนะ เรียนรู้ทั้งอย่าง โดยมีพ่อคอยสอดส่องดูแลเพราะเราเป็นผู้ชายเหมือนกัน จะรู้ว่าวัยนี้อยากเล่นอยากรู้อะไร ซึ่งพ่อก็จะเป็นคนตบๆ ให้เข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะเรื่องการคบคน คบเพื่อน พ่อจะบอกเสมอว่าอย่าไว้ใจใครถ้าเราไม่รู้จักเขาอย่างจริงจัง ซึ่งถึงวันนี้ผมก็เชื่อนะเพราะหลายๆ อย่างที่ได้เจอมากับตัวเองทำให้เชื่อว่าพ่อพูดถูก"
 

     แล้วอนาคตจะเดินต่อไปอย่างไร คราวนี้เจ้าตัวนิ่งไปนิดก่อนที่จะตอบว่า ถ้าตามที่ตั้งใจขอทำงานก่อนในทางที่เรียนมา แต่คงไม่ใช่เมืองไทยเพราะมีให้เลือกน้อย หลังจากนั่นก็จะกลับไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา  พอมีวันว่างและมีโอกาสก็จะทำให้วงดนตรีที่รวมกับเพื่อนๆ ตอนนี้เป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เป็นวงดนตรีดัง เพียงแต่ถ้ามีโอกาสก็พร้อมที่จะไปแสดงให้คนอื่นดูได้ ส่วนเรื่องครอบครัวนะ..."อีกนานครับผม"....
 
     เอคำตอบสุดท้ายนี้...คิดว่าเราไม่ได้ถามนะ...

เรื่อง... "กรรณิกา ใจจำนงค์"
ภาพ... "อุทร ศรีพันธ์"