
ซื้อขาย "ยางรมควัน" ผ่านเอเฟท ลดเสี่ยงราคา-พัฒนาคุณภาพยาง
แม้ "ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3)" ถือเป็นสินค้าตัวแรก หลังมีการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า พ.ศ.2547 โดยมีการเปิดซื้อขายอย่างเป็นทางการ เมื่อวัน 28 พฤษภาคม 2547 จากนั้นก็มีสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ ตาม
แต่ปัจจุบัน ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ของไทยได้กลายเป็นตลาดที่มีการซื้อขายล่วงหน้าสินค้าดังกล่าวก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ในตลาดโลก รองจากตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าในจีนและญี่ปุ่นเท่านั้น ทั้งยังเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่มีบทบาทและอิทธิพลต่อราคาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดโลก เป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดล่วงหน้าของญี่ปุ่น
"การที่ไม่นำดัชนีราคายางแผ่นในตลาดเชี่ยงไฮ้มารายงานในตลาดเรา ก็เพราะมันเป็นราคาที่เกินจริงมาก มีความผันผวนสูง เน้นเก็งกำไรมากกว่า ไม่เหมือนตลาดโตค่อม ญี่ปุ่น มีการซื้อขายรับส่งมอบสินค้ากันจริงๆ"
ประสาท เกศวพิทักษ์ ประธานกรรมการตลาดกลางสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟท) กล่าวระหว่างบรรยายพิเศษให้ความรู้แก่ผู้บริหารสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) ถึงการนำดัชนีราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในตลาดต่างประเทศมารายงานความเคลื่อนไหวในตลาดเอเฟท ซึ่งในอนาคตอาจต้องนำข้อมูลนี้มาอ้างอิงด้วย
แม้ที่ผ่านมาเอเฟทจะมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบธุรกิจซื้อขายยางพาราเป็นหลัก แต่ก็ได้กลุ่มลูกค้าเพียงจำนวนหนึ่ง ในขณะนี้ความต้องการยางพาราในตลาดโลกกลับมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกร ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ จึงเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่เอเฟทเตรียมจะดึงมาอยู่ในตลาดยางล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือประกันความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งแก่ตัวเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรใช้เป็นราคาอ้างอิงได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกระทรวงเกษตรฯ
"การที่เอเฟทมุ่งเป้ามาที่ สกย.เพราะ สกย.เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางอยู่ทั่วประเทศและคลุกคลีอยู่กับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา การถ่ายทอดความรู้ตลาดยางล่วงหน้าผ่านเจ้าหน้าที่ สกย.เพื่อนำไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรจะช่วยย่นระยะเวลาเร็วขึ้น ลำพังเจ้าหน้าที่ของเอเฟทคงไม่เพียงพอหรอก หากไปถ่ายทอดความรู้ในเกษตรกรในทุกพื้นที่ ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ สกย.นี่แหละ ไปทำความเข้าใจให้ความรู้แก่เกษตรกรชาวสวนยางให้ความรู้ในเรื่องนี้" ประธานเอเฟท ระบุ
กระนั้นก็ตามผลจากการขยายตัวความต้องการยางพาราจากไทย และปริมาณยางพาราที่มีอยู่อย่างจำกัดส่งผลให้มีการสะสมสัญญาของยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ในตลาดสูงกว่า 3,600 สัญญา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในปีนี้ เฉพาะการซื้อขายในวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 375.11 ล้านบาท มีปริมาณซื้อขายรวมมากถึง 488 สัญญา โดยเฉพาะราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ที่จะส่งมอบในเดือนเดือนกรกฎาคม-กันยายน มีราคาปิดอยู่ในระดับ 182.65 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนการซื้อขายยางในเอเฟท ขณะนี้มีความคึกคักและราคามีการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
"ผู้ส่งออกควรที่จะเข้ามาใช้บริการเอเฟท จะได้ลดความเสี่ยงจากแนวโน้มผันผวนของราคายางพาราที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ที่สำคัญ ก.ส.ล.ในฐานะผู้กำกับดูแลเอเฟท ได้เฝ้าระวังติดตามตรวจสอบการซื้อขายล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ซื้อผู้ขายและผู้ที่เกี่ยวข้องมั่นใจได้ว่าการซื้อขายในเอเฟท มีความโปร่งใส เป็นธรรม" ประธานเอเฟท กล่าวเชิญชวนทิ้งท้าย
อย่างไรก็ตามการนำสินค้ายางเข้ามาสู่เอเฟท นอกจากช่วยลดความเสี่ยงผันผวนด้านราคาแล้ว เกษตรกรยังสามารถวางแผนการผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าได้ตามความต้องการของผู้ซื้อได้อีกด้วย
"สุรัตน์ อัตตะ"



