
พึ่งตนพึ่งธรรม-ปฏิจจสมุปบาทประตูสู่สันติ
"คำสอนของพระพุทธเจ้า มีเพียงเรื่องทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น เป็นคำสอนที่สวยงามมาก มีอยู่ในทุกสายของพุทธ ไม่ว่าจะเป็นเถรวาท มหายาน หรือวัชรยาน สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เป็นการสอนที่ตรวจสอบได้
สิ่งนี้ทำให้คนทั่วโลกสนใจและอยากจะเห็นความจริงทั้งหมด ประเด็นสำคัญคือ ถ้าเราเข้าหาศาสนาพุทธไม่ถูก เราจะเข้าใจยากมาก แล้วคนก็ไม่เข้าใจว่าพุทธศาสนาเกี่ยวของกับชีวิตประจำวันอย่างไร เมื่อเราเป็นนักบวชก็ไม่อยากเสียเวลาในชีวิต..."
แม่ชีเขมา ชาวอเมริกัน จากศูนย์วิปัสสนาธรรมสุขสำหรับแม่ชีในรัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา (American Buddhist Forest Nuns Tradition at Dhamma Sukha Meditation Center in Missouri - USA) เล่าให้ฉันฟัง ในวันที่ท่านมาร่วมการประชุมนานาชาติศากยธิดา เพื่อพุทธสาวิกา ครั้งที่ 12 ตั้งแต่วันที่ 12-18 ที่เสถียรธรรมสถาน เป็นเจ้าบ้าน ท่านได้จัดสอนสมาธิ วิปัสสนาที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทุกวันในช่วงบ่ายของเวิร์กช็อป เมื่อฉันได้เข้าไปเรียนกับท่านก็ยิ่งทำให้เกิดปีติ สุข มากขึ้นเมื่อพบว่า สิ่งที่ท่านสอนนั้น ลัดตรงเข้าสู่หัวใจของพระพุทธศาสนาอย่างเดียว คือ ทุกข์ และการดับทุกข์
ท่านบอกว่า ท่านเป็นเพียงคนอเมริกันคนหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในประเทศที่รุ่มรวยพุทธศาสนาเช่นเรา ท่านอยู่ในท่ามกลางผู้คนที่เป็นคริสเตียนเป็นอันมาก แต่เมื่อท่านพบกับความทุกข์แสนสาหัสในชีวิต หลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ อีกไม่นานนักคนในครอบครัวของท่านมีเหตุให้ต้องเสียชีวิตไปในคราวเดียวกัน 6 คน ท่านจึงตกใจมาก เกิดความเครียด ในที่สุดก็หาทางว่า อะไรเล่าที่จะทำให้ช่วยคลายทุกข์ได้
ในที่สุดท่านก็พบกับครูบาอาจารย์เป็นพระชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นลูกศิษย์พระป่าชาวพม่าในสายของพระอาจารย์มหาสี สยาดอว์ ซึ่งมีความแตกฉานในเรื่องพระไตรปิฎก บาลี และสอนวิปัสสนากรรมฐานด้วย ท่านจึงไปเรียนวิปัสสนากับอาจารย์และในที่สุดก็มอบบ้านและของใช้ทั้งหมดให้เพื่อนบ้านไป แล้วซื้อรถพ่วงที่เป็นบ้าน ออกเดินทางไปปฏิบัติธรรม ถือศีล ๑๐ เมื่อ ๑๒ ปีก่อน และบวชเป็นแม่ชีในปี ๒๕๔๙
"เราคิดว่า พระพุทธองค์ทรงทำอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ที่แตกต่างออกไป เพราะคนกว่า ๑๖ ล้านในสมัยพุทธกาลมาสนในพุทธศาสนาในยุคของท่าน เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก จากจุดนั้นนี่เองทำให้เราอยู่ในยุคทองของพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน"
ยิ่งแม่ชีเขมาปฏิบัติวิปัสสนาไปก็ยิ่งทึ่งในภูมิปัญญาของพระพุทธองค์ ท่านเล่าว่า เป็นเพราะความเป็นชาวอเมริกันของท่าน ทำให้ช่างคิด ช่างค้นคว้า จึงแกะรอยพระไตรปิฎกไปในจุดสำคัญว่า อะไรเล่าที่ทำให้บุคคลผู้หนึ่งเปลี่ยนจากคนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ไปสู่คนที่มีแต่ความสุข สงบ
"ปริศนาสำคัญที่สนใจคือ ท่านทำอะไรในคืนวันตรัสรู้ นี่เป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญมาก ท่านได้เปลี่ยนวิธีการปฏิบัติ ซึ่งท่านได้ทำมา ๖ ปี และการปฏิบัติในคืนนั้นที่ทำให้ท่านตื่นขึ้น อะไรเล่าที่ท่านตื่น? ปริศนาอันต่อไปก็คือ ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย กล่าวถึงปฏิจจสมุปบาทไว้ถึง ๒๕ ครั้ง ว่า ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท
"ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ปฏิจจ หมายถึง อาศัย สมุปบาท หมายถึง เกิดขึ้นพร้อม ปฏิจจสมุปบาท เป็นเรื่องของสิ่งที่อาศัยซึ่งกันและกันแล้วเกิดขึ้นพร้อม ไม่มีอะไรในจักรวาลนี้ไม่เกี่ยวกัน แล้วพระองค์ระลึกถึงเมื่อตอนอายุ 9 ขวบ ขณะที่ไปพระราชพิธีมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ กับพระบิดา และทรงปลีกตัวไปนั่งสมาธิใต้ต้นหว้า แล้วท่านก็นั่งเข้าฌานหนึ่งได้อย่างง่ายได้ ปล่อยวางความคิดทุกอย่าง ปล่อยให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง มีความสุขมาก ขณะนั้นไม่มีความคิด ไม่มีตัวตน นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ"
เนื้อความในพระบาลีที่ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทที่พระองค์พิจารณาโดยแยบคายในคืนวันแห่งการตรัสรู้โดยสรุปว่า...
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงเกิดสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงเกิดวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงเกิดเป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกะปริเทวะ ทุกขะโทมนัสอุปายาส...
ณ โคนต้นโพธิ์คืนนั้น พระพุทธเจ้าก็ทำลายอวิชชาเสียได้ เมื่ออวิชชาดับ สังขารก็ดับ วิญญาณก็ดับ นามรูปก็ดับ ภพ ชาติ ดับตามมา ก็คือ การดับซึ่งการปรุงแต่งจิตนั่นเอง ภาษาท่านพุทธทาสก็คือ ดับตัวกูเสียได้ทุกข์ทั้งปวงจะดับหมด
ท่านเขมาตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมคนในยุคปัจจุบันจึงพ้นทุกข์ได้ยาก เพราะอะไร มาสังเกตการปฏิบัติของคนในยุคนี้ดู บางทีเราปล่อยวางความคิด แต่เป็นเพราะเราพยายามที่จะปล่อย มันจึงมีตัวเรา หรือตัวฉัน เข้าไปในทุกความพยายาม เราจึงไม่สามารถปล่อยวางได้จริง
"เพราะมีตัวฉัน ต้องการที่จะรู้ ตัวฉันต้องการเห็นแจ้ง เพราะมีตัวอัตตาเข้ามาขวางนี่เอง แต่พระพุทธเจ้าทรงปล่อยวางทุกอย่าง ไม่มีตัวตนเข้ามาเกี่ยวข้อง นี่สำคัญมาก ในคืนที่ท่านตรัสรู้ท่านก็ระลึกถึงประสบการณ์อันนั้น เป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้ทำให้มันเกิดขึ้น แต่ยอมให้มันเกิดขึ้น เมื่อหยุดพยายาม เป็นการยอมให้เหตุปัจจัยพร้อมสมบูรณ์ ทุกอย่างมันก็เคลื่อนไปจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งจนสลัดคืนความคิดปรุงแต่งจนหมดไปจากใจ ในพระสูตรอานาปานสติสูตรบอกว่า การหายใจจนทำให้กายสงบ จิตสงบ คือการปล่อยวาง"
"การที่พระพุทธองค์มองเห็นประตูสู่สันติ ก็ด้วยการทำจิตให้สงบ ปล่อยวาง โดยวิธีง่ายๆ คือ อานาปานสติ โดยการสังเกตลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เมื่อมีความคิดมาแทรกให้ปล่อยสิ่งที่เข้ามาแทรกแล้วกลับมาหาลมหายใจต่อไป เมื่อมีสิ่งใดปรากฏขึ้นในจิต แล้วจิตเคลื่อนไปสู่สิ่งนั้น ให้ปล่อยสิ่งนั้นให้ผ่านไป ปล่อยวาง ผ่อนคลาย"
"เมื่อผ่อนคลาย ความสุขจะเกิดขึ้น รอยยิ้มน้อยๆ จะปรากฏ ในหลายๆ คัมภีร์บอกว่า เวลามีความสุข เราก็ยิ้ม แค่ยกมุมปากขึ้น จิตก็จะเปิด แล้วเราก็จะมีความสุข แต่ที่เราทำไม่ได้ เพราะเรามีความคิดมากเหลือเกิน สังเกตดู การประชุมเรื่องสันติภาพ ไม่ว่าจะที่ไหน ทำไมจึงไม่สามารถหาข้อยุติ หรือมีสันติที่แท้จริงได้ เพราะทุกครั้งที่คุยเรื่องสันติภาพ แต่ละคนแบกเอาเรื่องเก่าในอดีตมาพูดกัน แล้วก็ทะเลากัน สันติจะเกิดขึ้นได้อย่างไร"
"แต่สันตินั้นเกิดขึ้นง่ายๆ เพียงแค่เราผ่อนคลาย ปล่อยวาง และอยู่กับปัจจุบัน เท่านั้นเอง"
นั่นคือธรรมะจากแม่ชีในชุดสีม่วง ลูกศิษย์พระป่าจากพม่าที่พบสัจธรรมของชีวิต ท่านกล่าวก่อนที่เราจะจากกันว่า การแก้ปัญหาของคนบนโลกนี้ไม่ยากเลย ถ้าให้รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่เด็ก เมื่อเขาโตขึ้นก็จะสามารถดับทุกข์ได้ด้วยตนเอง
มนสิกุล โอวาทเภสัชช์



