
ประมงสงขลาวิจัยสำเร็จ"กั้งตั๊กแตนหางจุด"
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลาสานต่องานวิจัยการเพาะและอนุบาลกั้งตั๊กแตนหางจุด กั้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกประสบผลสำเร็จพบอัตรารอดตายสูง 10 เปอร์เซ็นต์ เตรียมขยายผลจากถังไฟเบอร์ไปยังบ่อดิน หวังได้ลูกกั้งตั๊กแตนเพิ่มเพื่อนำไปปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาต
ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์กั้งตั๊กแตนหางจุดจนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อปี 2537 ซึ่งที่ผ่านมาทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี สามารถเพาะและอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตนหางจุดให้มีอัตราการรอดตายได้ 2.58 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2551 จนถึงปัจจุบันทางกรมประมงได้มีนโยบายให้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลาสานต่องานวิจัยการเพาะและอนุบาลกั้งตั๊กแตนหางจุดเพื่อเป็นการช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายของกั้งตั๊กแตนหางจุดเมื่อปล่อยคืนสู่ท้องทะเลให้สูงขึ้น
อธิบดีกรมประมงเผยอีกว่า“กั้งตั๊กแตนหางจุด เป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องจากเป็นกั้งที่มีรสชาติอร่อย ปัจจุบันกั้งตั๊กแตนหางจุดที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นการจับจากธรรมชาติทั้งสิ้น ส่งผลให้ปริมาณกั้งตั๊กแตนหางจุดในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมประมงได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงได้ทำการศึกษาวิธีการอนุบาลกั้งตั๊กแตนหางจุดให้มีอัตราการรอดตายสูงขึ้น เพื่อจะได้นำไปขยายผลสู่การเพาะพันธุ์และการอนุบาลเพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ
สำหรับกั้งตั๊กแตนหางจุดเป็นกั้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อาศัยตามแถบริมฝั่งทะเลที่เป็นดินโคลนปนทราย โดยในประเทศไทยพบมากแถบปากแม่น้ำและแนวชายฝั่งใน จ.สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล และตราด ส่วนใหญ่ที่ถูกจับขึ้นมาจะส่งออกไปจำหน่ายในประเทศจีน โดยตัวขนาด 3-4 ตัวต่อกิโลกรัม จะมีราคากิโลกรัมละ 700-750 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท



