ไลฟ์สไตล์

เอกซเรย์พระเกย์ ตุ๊ด เณรแต๋วจีวรเกาะอก โอบิ สไบเฉียง

เอกซเรย์พระเกย์ ตุ๊ด เณรแต๋วจีวรเกาะอก โอบิ สไบเฉียง

29 มิ.ย. 2554

ภาพวัยรุ่นชายแต่งกายคล้ายพระสงฆ์ แต่งหน้า ห่มจีวรแบบเกาะอก สไบเฉียงรัดติ้วเผยให้เห็นสัดส่วนชัดเจน นั่งพับเพียบร่วมรณรงค์พับเพียบไทยแลนด์ ต้านกระแสแพลงกิ้ง ดูเป็นเจตนาดี แต่อาจหลงลืมไปว่าตนนั้นอยู่ในสมณเพศ ผิดโลกวัชชะคือโลกติเตียน

ก่อนหน้านี้สามเณร 2 รูปใน จ.เลย ก็สุดทนกับพระผู้ปกครองที่บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วยเงื่อนไขอุบาทว์แลกข้าวก้นบาตรกับอนาคตทางการศึกษา จนต้องออกมาร้องให้มูลนิธิหนึ่งช่วย ร้อนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจับพระสึก ช่วงต้นปีก็มีสามเณรวัดบรบือสราราม มหาสารคาม โชว์ท่วงท่านางไห "เรื่องลับๆของเธอ The Show 2" ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ

 รวมถึงหมู่พระตุ๊ดเณรแต๋วกว่า 10 รูป พากันสะพายย่ามสีหวานแหววเดินช็อปปิ้งในห้าง จ.เชียงใหม่ ไม่พอ ยังส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเชียร์ศิลปินในดวงใจ จนประชาชนรับไม่ได้บันทึกภาพส่งร้องเรียน ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ทำให้คำเรียกพระสงฆ์ภาคเหนือเปลี่ยนจาก “ตุ๊เจ้า” ไปเป็น “ตุ๊เจ้” หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ที่ไม่สำรวมตน แสดงกิริยาออกอาการลักษณะท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบเพศที่สาม จีวรเกาะอก โอบิ (เครื่องแต่งกายกิโมโนญี่ปุ่น) สไบเฉียง ปรากฏการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่แถมพูดได้อย่างเต็มปากว่าอยู่คู่กับวงการสงฆ์มานาน แต่เมื่อใครได้พบเห็นพฤติกรรมพระสงฆ์เช่นนี้ก็อดหดหู่ใจไม่ได้

 พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.9 และราชบัณฑิต) ได้อธิบายความหมายของคำว่า "บัณเฑาะก์" ไว้ในพจนานุกรรมเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสน์ ชุด "คำวัด" ไว้ว่า บัณเฑาะก์ (บัน-เดาะ) ได้แก่คน 3 ประเภท คือ 1.ชายผู้ประพฤตินอกรีตในทางเสพกาม (ผู้มีราคะจัด) 2.ชายผู้ถูกตอน หรือขันที 3.กะเทยโดยกำเนิด (ผู้ไม่ปรากฏว่าชายหรือหญิง)

 บัณเฑาะก์ หรือกะเทยที่เข้ามาเป็นนักบวชในพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้นในยุคนี้ แต่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว โดยในสมัยนั้นบัณเฑาะก์คนหนึ่งได้บรรพชาในหมู่ภิกษุ แล้วเข้าไปหาพวกคนเลี้ยงช้าง เลี้ยงม้า พูดชวนให้กระทำชำเราตน จากนั้นเหล่าคนเลี้ยงช้างเลี้ยงม้าจึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้เป็นบัณเฑาะก์ ความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงรับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นบัณเฑาะก์ ไม่พึงให้อุปสมบท ที่อุปสมบทแล้วพึงให้สึกเสีย

 สงกรานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย บอกว่า เมื่อบัณเฑาะก์ คือ บุคคลผู้ไม่สมควรอุปสมบทเป็นภิกษุ ถ้าพระอุปัชฌาย์ฝ่าฝืน ย่อมมีความผิด ถึงขั้นให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ ตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ แต่ในทางปฏิบัติก็น่าเห็นใจพระอุปชฌาย์ เพราะพระบางรูปยังไม่แสดงอาการ ดูไม่ออก เมื่ออยู่ในโลกส่วนตัว หรือกลุ่มเพื่อนด้วยกัน นิ้วก้อยก็จะเริ่มดีดขึ้นมา วี้ดว้าย จีบปากจีบคอทันที

 ทำไมช่วงนี้เราจะเห็นภาพพระเกย์ ตุ๊ด แต๋วเผยแพร่สู่สังคม สงกรานต์ บอกว่า ขณะนี้เราอยู่ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กสื่อสารไร้พรมแดน ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ เวลา ใครอยากจะสื่อสาร อยากโชว์อะไรก็ได้ บวกกับมีพระ เณรเพิ่งบวชใหม่ยังตัดทางโลกไม่ขาด ทำให้ขณะนี้มีประชากรเกย์ ตุ๊ด แต๋วเป็นจำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจเราจะได้รับฟอร์เวิร์ดเมลภาพส่วนตัวแสดงถึงความไม่สำรวมของพระ 2 รูปนอนหนุนตักกันที่น้ำตกแห่งหนึ่งใน จ.สระบุรี และจีวรถลกขึ้นไปถึงขาอ่อน เผยแพร่สู่สาธารณะ แหละนี่เป็นเพียงส่วนน้อย ที่ไม่เป็นข่าวมีอีกมาก บางครั้งเงียบหายไปกับสายลมก็มี

 “ผมเองเป็นผู้ร้องกล่าวโทษพระสงฆ์ที่ จ.เลย บังคับสามเณรร่วมเพศด้วย ซึ่งได้ฟังสามเณรเล่า รู้สึกอึ้งมาก ขนาดแม่ของสามเณรถึงกับร้องไห้โฮ บอกว่า ทำไมทำกับลูกของฉันเหมือนไม่ใช่คนแบบนี้ แถมยังพาพระที่ตุ้งติ้งด้วยกันมาออฟอีก ภาษาอีสานเรียกว่า ผู้สาวออฟมาให้ละนะ ทำมาแบบต่อเนื่อง ทุกฝ่ายจึงเห็นว่ารับไม่ได้ ต้องล้างบางให้หมด ทำเช่นนี้ถือว่าอาบัติ ปาราชิกแล้ว ขาดจากความเป็นพระสงฆ์ จับสึกได้ทันที ผมได้แง่คิดว่าเรื่องของสงฆ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เจ้าคณะผู้ปกครองต้องเข้มงวด เอาจริงเอาจัง” สงกรานต์ เล่าและเสนอแนะว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้มีอยู่ 3 แนวทาง ดังนี้

 1.เคร่งวินัยสงฆ์ เมื่อวินัยสงฆ์มีข้อห้ามว่าไม่ให้คนที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง ตุ๊ด เกย์ บวช พระอุปัชฌาย์ต้องคัดกรองคนที่จะมาบวช ส่วนบางคนส่งบุตรหลานให้มาบวชตั้งแต่ยังเล็ก ยังไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นชัด แต่เมื่อเติบโตขึ้นฮอร์โมนเพศหญิงมีมาก ทำให้มีลักษณะเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ภายหลัง ในเรื่องนี้เจ้าอาวาสต้นสังกัดของพระเณรเหล่านั้นเห็น ต้องยอมรับความจริง โดยให้เขาลาสิกขาโดยเร็วเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ส่วนพ่อแม่คนใดเมื่อรู้ว่าลูกเป็นตุ๊ดแต๋วแล้วก็อย่านำไปบวช

 2.ไอดีการ์ด ในพระวินัยสงฆ์บัญญัติสิ่งที่ต้องอาบัติปาราชิก 4 ข้อ คือ 1.เสพเมถุน 2.เอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ 3.ฆ่ามนุษย์ 4.อวดอุตริมนุสสธรรม เมื่อพระกระทำผิดให้สึกออกไปแล้ว จะมีการบันทึกข้อมูลไว้ในบัตรประชาชนพระ หากกลับมาบวชใหม่แล้วตรวจพบข้อมูลว่าเคยทำผิดมาก่อน ห้ามมิให้บวชอีก ดังเช่นพระ “รุ่นเบญจราคี” 1.อดีตพระภาวนาพุทโธ 2.อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ 3.อดีตพระนิกร ธัมมวาที 4.อดีตพระครูสมุห์สรศักดิ์ (สมีเจี๊ยบ) 5.อดีตเณรแอร์ จอมขมังเวทย์ ซึ่งข้อเสนอที่ 2 นี้ได้รับการยอมรับจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)ว่า ใช้ได้กับพระที่บวชนานๆ แต่พระที่บวชระยะสั้นปีละกว่า 1 หมื่นรูปนั้นคงยาก แต่ตอนนี้พศ.ยังไม่มีงบทำไอดีการ์ด

 3.การใช้กฎหมายป้องปราม โดยนำข้อเท็จจริงมาปรับเข้ากับกฎหมาย อย่างกรณีพระครูสุทัศน์ที่ จ.เลย เสพเมถุนกับเณร ต้องอาบัติไม่มีความเป็นพระสงฆ์แต่ยังไม่ยอมสึก ควรนำกฎหมายอาญา มาตรา 208 แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นคนเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือพระแพลงกิ้ง หากเราไม่เคยรู้จักว่าการทำแพลงกิ้งทำอย่างไร พระที่ยกตัวเองขึ้นก็คือการอวดอุตริ พระลอยได้ ผิดพระธรรมวินัยข้อ 4 ถือว่าต้องอาบัติจากความเป็นพระ

นานาทัศนะ

 ดร.อำนาจ บัวศิริ รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) “สามเณรตุ๊ดแต๋วที่ทำอะไรพิเรนทร์ หรือจะเรียกว่า แผลง ส่วนใหญ่เรียนหนังสือ มีหัวคิด เล่นเทคโนโลยีได้ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เจ้าคณะผู้ปกครองต้องเข้มงวด หากมีเวลาว่างมากต้องจัดกิจกรรมให้ทำเสีย เช่น ทำสวน ช่างไม้ ช่างปูน จะได้เหนื่อยนอนหลับซะ ไม่มีเวลาทำอะไรไร้สาระ ฟุ้งซ่าน หรือก่อนบวชช่วยกันดู ของอย่างนี้ดูง่าย ถ้าเผลอๆ เดี๋ยวนิ้วก้อยก็ดีดขึ้นมาเอง”

 นที ธีระโรจนพงษ์ ประธานกลุ่มเกย์การเมืองไทย ยื่นหนังสือต่อมหาเถรสมาคม (มส.) เมื่อปี 2552 เพื่อร้องเรียนกรณีพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมตุ๊ดแต๋วหรือเป็นชายรักชายที่แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ สร้างความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา จึงอยากให้ มส. วางกรอบและกฎเกณฑ์ ให้บรรพชิตทั้งหลายไม่ปฏิบัติในทางก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระศาสนา เพื่อช่วยกันจรรโลงศาสนาพุทธ (ข้อมูล www.mahathera.org <http://www.mahathera.org/>)

 พระเทพสิทธิเมธี เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร “กรณีพระแพลงกิ้งถูกขับออกจากวัด เมื่ออาตมาเห็นข่าวก็ตกใจ ไม่น่าจะลงโทษรุนแรงอย่างนั้น เพราะเป็นพระใหม่บวชได้ประมาณ 2 เดือนเท่านั้นยังไม่รู้พระธรรมวินัยเท่าที่ควร เมื่อไล่ออกไปเขาจะไปอยู่ที่ไหน ดังนั้น จึงอยากฝากพระสังฆาธิการทุกรูป หากเมื่อพระบวชใหม่หรือพระในวัดกระทำความผิด ก็ควรว่ากล่าวตักเตือน แต่ถ้าเตือนแล้วกระทำผิดซ้ำถึง 3 หนก็ควรลงโทษ ส่วนกรณีทำผิดหนักถึงขั้นปาราชิกก็ให้ว่ากันไปตามความผิด”

0 ผกามาศ ใจฉลาด 0 รายงาน