ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-สถานีต่อไป...ช่องนนทรี

เล่นหูเล่นตา-สถานีต่อไป...ช่องนนทรี

27 มิ.ย. 2554

“รนหาที่” อาการของคนที่ชอบเอาตัวเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเดือดร้อน ยุ่งยาก ลำบากและวุ่นวาย น่าจะเหมาะกับคนอย่างฉันเป็นที่สุด ยิ่งที่ที่นั้นพิสูจน์บางสิ่งในตัวฉันแล้ว…พร้อมจะเจอ…

 “นี่เขาขายอะไรกัน ทำไมคนมาออกันหน้าร้านเยอะแยะ”

 “อ๋อ…ร้านขายน้ำเต้าหู้ที่หนูบอกพี่ไง ชื่อร้าน ‘หย่งเหอ’ อยู่ข้างๆ BTS ช่องนนทรี มีคนมากินแล้วถ่ายรูปมาลงในเน็ต เดี๋ยวหนูหาให้พี่ดู”

 สักพักนุชนาฎก็โชว์รูปพร้อมคำบรรยายของคนที่เคยมาชิมให้ดูเสร็จสรรพในไอแพด ดูเป็นคนทันสมัยที่ตามข้อมูลสุกจากอินเทอร์เน็ตได้ไม่เคยตกหล่น โดยเฉพาะเรื่องกิน ตกลงแล้ววัตถุประสงค์ในการใช้ไอแพดของพวกเราคือ เอาไว้หาแหล่งกิน แล้วเก็บภาพเอาไว้ดูแก้หิว

 “เอาอันนี้…อันนี้…อันนี้…อันนี้…แล้วก็อันนี้ เดี๋ยว!…เอาอันนี้กับอันนี้ด้วย”

 ฉันจิ้มตามรูปในเมนู ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้แค่ว่าหน้าตาน่ากิน พอเด็กรับออเดอร์เดินจากไป พวกเรา ฉัน นุชนาฎ และสีเกด ก็วาดสายตาไปรอบๆ ตึกแถว 2 คูหา ผนังปูนทาสีขาว ปูพื้นกระเบื้องธรรมดา มีโต๊ะกลม 2 โต๊ะ และโต๊ะสี่เหลี่ยม 5 โต๊ะ วางอยู่ห่างๆ กัน ทุกโต๊ะมีคนนั่งอยู่เต็ม โต๊ะกลมโต๊ะแรกถูกยึดโดยพนักงานออฟฟิศชาวญี่ปุ่นที่ผูกไทถอดสูทมาแขวนที่เก้าอี้ หน้าตาเคร่งขรึมกับท่าทางสำรวมตามแบบเชื้อสายบูชิโดถูกละลายพฤติกรรมด้วยเหล้าจีน 40 ดีกรี 2 ขวดบนโต๊ะ สีแก้มของทุกคนแดงขึ้นพอๆ กับเสียงที่ดังขึ้น ไม่รู้เขาคุยอะไรกันแต่มันคงผ่อนคลายมากกว่าเรื่องงาน ส่วนโต๊ะกลมที่เหลืออีกหนึ่งถูกครอบครองอย่างเงียบสงบโดยชนชาติคู่แข่งของโต๊ะข้างๆ…

 จีน พวกเขาสวมสูทผูกไทดูกร๋องๆ ไม่สง่าและสงบเหมือนโต๊ะข้างๆ แต่ดูจะเจี๋ยมเจี๊ยมเสียมากกว่า คงจะมากับหัวหน้าหรือเจ้านาย ตรงหน้าของทุกคนมีก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวและเนื้อแพะตุ๋นสีเข้มคนละชาม ต่างคนต่างสาวเส้นก๋วยเตี๋ยวคล้ายกับเส้นจันท์ของเราแต่หนาและเหนียวกว่าเข้าปากเสียงดังซวบซาบ สลับกับคุยกันเบาๆ ดูผิดวิสัยคนจีนทั่วไป
 
 โต๊ะที่เหลือทั้งหมดเป็นของพี่ไทยอย่างพวกเราที่ก้มหน้าก้มตากินอย่างออกรสชาติ เจี๊ยวจ๊าวและวึ่นวือตามประสาเจ้าบ้าน ยกเว้นพวกเราที่ตื่นตาตื่นใจกับเมนูแปลกๆ ในร้านนี้ที่ที่พวกเรามากันครั้งแรก…เมื่ออาหารจานแรกยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะ พวกเราก็หยิบกล้องถ่ายรูปของใครของมันถ่ายเก็บไว้ราวกับจะเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของชีวิต ยิ่งกว่าเห็นภาพหมีแพนด้าเสียอีก

 “เสี่ยวหลงเปา น่ากินมาก…ก” เสียงนุชนาฎยินดียิ่งกว่าใคร

 ซาลาเปาลูกจิ๋วทำจากแป้งบางๆ เหนียวๆ ต่างจากซาลาเปาทั่วไปที่พวกเราคุ้นเคยตามร้านสะดวกซื้อ ถูกจับจีบรวมกันตรงกลางเป็นจุกเล็กๆ ข้างในมีเนื้อหมูกับน้ำซุปรองก้นด้วยกะหล่ำปลีนึ่งมาร้อนๆ พวกเราใช้ตะเกียบคีบมันขึ้นมาเบาๆ แล้วพามันลงไปนั่งเล่นในถ้วยน้ำจิ้มจิ๊กโฉ่ว (ซอสเปรี้ยว) ที่มีขิงหั่นฝอยวางอยู่ก่อนส่งเข้าปาก น้ำซุปร้อนๆ ไหลเข้าไปตามร่องลิ้นซึมซาบรสชาติของหมูสับนุ่มๆ หอมๆ…อร๊อยอร่อย ฉันสงสัยว่าทำไมเขาถึงเอาน้ำเข้าไปใส่ข้างในแล้วหุ้มด้วยแป้งได้ “ณัฐ” หลานชายของฉันที่กำลังฝึกงานอยู่ร้านแยงซีเกียง เชียงใหม่ บอกว่า

 “ซีฝูเขาสอนว่าต้องเอาเจลาติน (วุ้นชนิดหนึ่ง) ผสมกับน้ำซุปให้มันเกาะตัวเป็นวุ้นแล้วค่อยห่อด้วยแป้ง เวลานึ่งเจลาตินถูกความร้อนก็จะละลายกลายเป็นน้ำขังอยู่ข้างใน" อือ…ช่างคิดนะคนจีนเนี่ย!

 “น้องเคยไปกินที่เซี่ยงไฮ้ เสี่ยวหลงเปาที่นั่นใหญ่เท่าถ้วยแบ่ง เวลาเสิร์ฟเขาจะเอาหลอดให้จิ้มทะลุเข้าไปดูดน้ำซุปกินได้…เก๋มั้ยล่ะ?” สีเกดเริ่มคุย

 ถ้าเป็นอย่างนั้น ลูกเดียวคงจุกไม่ต้องกินอย่างอื่นแล้วล่ะ…จานที่สองตามมาเป็นเกี๊ยวซ่า เกี๊ยวต้ม และเกี๋ยวผัก กินหมดปุ๊บหน้าซาลาเปากลมๆ ของฉันจะเปลี่ยนรูปทรงเป็นเกี๊ยวแทน ไม่รู้จะสั่งตระกูลเกี๊ยวมาทำไมเยอะแยะพร้อมๆ กัน ทั้งพ่อเกี๊ยว แม่เกี๊ยว และลูกเกี๊ยว แต่มันก็อยากรู้นี่ มันก็คือแป้งเกี๊ยวสีขาวหนานุ่มหุ้มไส้หมูสับผสมใบกุยช่าย จิ้มกินกับซอสเปรี้ยว แต่ในเกี๊ยวซ่าใส่กุ้งเพิ่ม รสชาติของเกี๊ยวเหล่านี้เป็นมิตรกับไต…

 จืด! ตามสไตล์จีน ถ้าอยากเป็นศัตรูกับไตเมื่อไหร่บนโต๊ะก็มีซีอิ๊วขาวให้กระหน่ำ เครื่องปรุงบนโต๊ะมีทั้ง จิ๊กโฉ่ว ซีอิ๊วขาว น้ำมันงา น้ำพริกเผาจีน (อร่อยเริ่ด) พริกป่นผัดน้ำมันให้เลือกบำรุงบำเรอลิ้นของแต่ละคนตามชอบใจ ฉันเบรกรสชาติเกี๊ยวด้วยน้ำชาจีนร้อนที่ใส่มาในกาสเตนเลสรินใส่ถ้วยชาพลาสติกสีขาวร้อนจนจะลวกลิ้น ได้บรรยากาศโรงเตี๊ยม หันไปพักสายตาตามฝาผนัง มีรูปอาหารติดอยู่ อือ…อันนี้น่าสนใจ “ขนมเปี๊ยะไส้หมูทอด” ก็เอาไส้ที่เหมือนอยู่ในเกี๊ยวนั่นแหละห่อด้วยแป้งที่เหมือนแป้งขนมกุ๋ช่าย แล้วทอดจนเกรียม กัดคำแรกเนื้อแป้งกรอบๆ เนื้อหมูฉ่ำๆ วุ้ย…มีความสุข! หมูล้วนๆ แต่ก็แรง ชิ้นละ 30 บาท ในจานมี 4 ชิ้น 120 บาท แรงมั้ยล่ะ…

 ที่ผ่านๆ มาเป็นแค่ แอพพิไทเซอร์ (Appetizer) อาหารเรียกน้ำย่อย สำหรับพวกเรา (ถ้าเป็นโต๊ะอื่นคงเช็กบิลไปแล้ว) เมนคอร์ส (Main Course) อาหารจานหลักยังไม่ออกมา พวกเรานั่งมองเข่งนึ่งใบโต (โตกว่าหน้าฉันอีกนะ) ที่ว่างเปล่าไม่รู้ว่าเมื่อกี้คืออะไร ว่างเกินไปเลยต้องชะเง้อไปมองโต๊ะใกล้ๆ ไม่มีใครหล่อ ไม่มีอะไรน่ากิน นอกจากอาหารบนโต๊ะ เลยไม่มีอะไรให้เพ้อต้องกลับมากินอาหารจานต่อไปอันได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวผัดหมู เส้นสีขาวที่มีขนาดเท่าเส้นเล็กบ้านเราทำจากแป้งสาลีนวดผสมกับน้ำมันทำมือเองเห็นๆ ในห้องครัวที่ชะโงกหน้าไปก็จะเจอ ผัดกับกะหล่ำปลีและหมูหั่นเป็นเส้นใส่ซีอิ๊วดำ มันสะใจคนสะสมไขมันอย่างพวกเรา…

 ก๋วยเตี๋ยวเนื้อแพะตุ๋นติดกระดูกมาเป็นข้อๆ มีกลิ่นสมุนไพรจีนดับกลิ่นสาบของแพะอย่างสนิท หอมอร่อยแบบจีนดั้งเดิม อาหารที่ผ่านลิ้นมาทั้งหมดไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล (No Sugar) รสชาติที่ยืนพื้นคือ จืด เค็ม และมัน ตามแบบฉบับคนจีน คนที่ไม่คุ้นกับอาหารจีนแท้ๆ อาจไม่ถูกปาก บนโต๊ะอาหารของคนจีนโดยทั่วไป กับข้าวต้องมีน้ำแกง และผัดผักรวมอยู่ด้วย ฉันจึงต้องสั่ง ผัดโต้เมี้ยวมากิน ผักที่หน้าเหมือนอาอี๊ (น้า) ของถั่วงอก ถ้าทิ้งถั่วงอกไว้อีกวัน 2 วัน ถั่วงอกจะแตกยอดเป็นสีเขียว หน้าคล้ายๆ แบบนั้นแหละ แต่นี่มันเป็นผักคนละชนิดกัน ผัดใส่กระเทียม เกลือ น้ำ และน้ำมัน รสชาติเค็มๆ มันๆ จานนี้เลยที่ฉันตามหา ตอนไปเซี่ยงไฮ้เขาก็ผัดแบบนี้ ตอนเด็กๆ ก็กินแบบนี้ แต่พอโตมาจนแก่ เอะอะก็ใส่น้ำมันหอยทุกจานจนมันเสียความเป็นออริจินอล (Original) ความดั้งเดิมมันถูกกระแสการบริโภคสมัยใหม่กลบจนหมด ผู้บริโภคจึงติดรสชาติของเครื่องปรุงมากกว่าการได้ลิ้มรสแท้ๆ ของผักชนิดนั้นๆ ว่ามันหวานหรือหอมอย่างไร ฉันก็คงเป็นผู้บริโภคหลงยุคหรือตกยุคที่ยังโหยหารสชาติเดิมๆ ที่ไม่ติดกับการปรุงแต่งจนเกินไป เวลาที่กลับไปกินกับข้าวของแม่ ก็ยังต้องบอกแม่ให้ใส่แค่ซีอิ๊วขาวอย่างเดียวพอ มิเช่นนี้แม่จะโหมน้ำมันหอยใส่ยังกับโฆษณา…ตอนจบพวกเราก็สั่งน้ำเต้าหู้กินกัน น้ำเต้าหู้ไม่ผสมน้ำเชื่อมเข้มข้นขวดละ 15 บาท หิ้วกลับไปฝากที่บ้านอีก 15 ขวด ดีใจจนน้ำตาจะไหล ของอร่อยอยู่ใกล้บ้านฉันแค่นี้เอง…ไม่เสียแรงที่รนหาที่ (กิน)ก

เจนนิเฟอร์ คิ้ม