
ทางออกโครงการปลูกยาง8แสนไร่ฝึกเกษตรกร...หนีต้นกล้าราคาแพง
ในที่สุดการดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกยางพาราระยะที่ 3 ตามมาตรา 21 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503 จำนวน 8 แสนไร่ มีระยะเวลาการดำเนิน 3 ปี (ปี 2554-556) ในปีแรก (2554) ที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)
มีเป้าหมายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในพื้นที่ 2 แสนไร่ จากเดิมที่กำหนดปีละ 4 แสนไร่นั้น คงดำเนินการได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เนื่องจากประสบปัญหาต้นกล้ายางพาราขาดแคลน และมีราคาสูงกว่างบประมาณที่ สยก.กำหนดเพียงต้นละ 18 บาท แต่ความเป็นจริงราคาในท้องตลาดตกต้น 50-70 บาท
แม้ก่อนหน้านี้ นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการ สกย.ยืนยันว่า ได้ดำเนินการจัดหาปัจจัยการผลิตในส่วนต้นกล้ายางชำถุง ด้วยการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 18 ล้านต้น ในราคาต้นละ 18 บาท ใช้งบประมาณ 324 ล้านบาท แต่ปรากฏว่า ไม่มีผู้ใดเข้าร่วมประมูลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทางสกย.จึงเร่งแก้ปัญหาด้วยจัดหาต้นกล้าต้นยางพาราชำถุงและปัจจัยการผลิตอื่น ด้วยวิธีอื่น เพื่อจะให้เกษตรกรสามารถปลูกได้ในฤดูกาลนี้
สำหรับการเร่งแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นที่ว่านี้ นายวิทย์ ระบุว่า ส่วนหนึ่งจะจัดหาต้นกล้ายางชำถุง ด้วยการรับสมัครผู้ผลิตพันธุ์ยางภาคเอกชนเข้าร่วม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด พร้อมทำข้อตกลงการจัดหาต้นกล้ายางชำถุงตามปริมาณและชนิดพันธุ์ที่ระบุไว้ ล่าสุดให้ สกย.ในจังหวัดต่างๆ ดำเนินการตรวจสอบแปลงผลิตพันธุ์ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการการจัดหายางชำถุง ซึ่งจากการสำรวจแปลงผลิตพันธุ์ยางเอกชนทั่วประเทศเบื้องต้นพบว่า มีกล้ายางประมาณ 25 ล้านต้น ทาง สกย.แต่ละจังหวัดเร่งจัดประชุมเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อชี้แจงแนวทางการจัดหาต้นกล้ายางสำหรับที่จะปลูกในปี 2554 โดยให้เกษตรกรแจ้งความจำนงการจัดหา และรับรองการจัดหาต้นยางชำถุงด้วยความสมัครใจ วิธีใด วิธีหนึ่ง
แนวทางแรกที่วางไว้ กรณีที่เกษตรกรประสงค์จะรับต้นกล้ายางชำถุง จากแปลงเพาะชำของเอกชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการการ ให้สำนักงาน สกย.แต่ละจังหวัดออกใบสำคัญรับเงินค่ากล้าพันธุ์ยางตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติ และให้เกษตรกรรับต้นกล้ายางชำถุงจากแปลงเพาะชำต้นยางชำถุงของเอกชน หากมีราคาสูงกว่างบที่กำหนด ให้เกษตรกรจ่ายสมทบส่วนที่เกินเอง ส่วนแนวทางที่สอง หากเกษตรกรสามารถจัดหาต้นกล้ายางชำถุงได้เอง สกย.จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบต้นกล้าให้เป็นไปตามที่กำหนด หากคุณสมบัติถูกต้องจะดำเนินการจ่ายเงินค่าต้นกล้ายางชำถุงให้เกษตรกรตามโครงการต่อไป
"เราจะแนะนำให้เกษตรกรปลูกยางให้แล้วเสร็จอย่างช้าภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ หากเกษตรกรรายใดไม่พร้อมจะปลูกยางในปีนี้ได้ สามารถขอโอนสิทธิ์ไปปลูกในปี 2555 และจะไม่ตัดสิทธิ์แต่อย่างใด ปีหน้าคาดว่าการผลิตกล้ายางชำถุง ที่จะรองรับผู้เข้าโครงการ 8 แสนไร่ จะบรรเทาปัญหาการขาดแคลนได้ เพราะแปลงของเอกชนจะมีเวลาเตรียมในการผลิตต้นกล้ายาง และเกษตรกรก็มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น" นายวิทย์ กล่าว
สอดคล้องกับ นายเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสงเคราะห์ สกย. ในฐานะที่รับผิดชอบโครงการส่งเสริมปลูกยาง 8 แสนไร่ ยอมรับว่า การดำเนินการเพื่อส่งเสริมเกษตรกรผู้ร่วมโครงการปลูกยางที่ใหม่ 8 แสนไร่ ในปีแรกจำนวน 2 แสนไร่ คงดำเนินการได้เพียง 70-80% เท่านั้น เพราะคาดไม่ถึงว่าปีนี้ต้นกล้ายางพาราจะขาดแคลนและมีราคาสูงเกินความเป็นจริง ขณะที่ สกย.ตั้งงบไว้ที่ต้นละ 18 บาท
"เรื่องนี้เราเคยเสนอมาที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติ (กนย.) แล้วว่า ราคาต้นกล้ายางปรับสูงขึ้น ขอให้ปรับราคาตามความเป็นจริง แต่มีบางคนโต้แย้งว่า หากเอาไปใช้ส่วนของต้นกล้าไปจะกระทบกับส่วนอื่น ต่างคนต่างมีเหตุผล สุดท้ายเราต้องดำเนินการตามมติเสียงข้างมาก" นายเชาว์ กล่าวและมั่นใจว่า ที่เหลืออีก 30% จะชดเชยพร้อมๆ กับการดำเนินในปีที่สอง หรือปี 2555 เพราะจากการยืนยันจากกรมวิชาการเกษตรว่าปีนี้มีเอกชนขอขึ้นทะเบียนทั้งหมดราว 300 ล้านต้น คิดว่าจนสิ้นฤดูการลเพาะปลูกสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ น่าจะมีเหลือแน่นอน และที่สำคัญหลังฤดูกาลเพาะปลูกราคาต้นกล้ายางจะถูกลงแน่นอน
"เรามีก๊อกสอง คือว่าตอนนี้เมื่อทางอีสานมีผลยางสุกร่วงลงมา เราสอนให้เกษตรนำไปปลูกเมล็ดในถุง และจะสอนการติดตาเอง โดยทาง สกย.จะประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องจัดตากิ่งพันธุ์ หากเกษตรกรทำเองได้จะประหยัดขึ้นและจะได้เงินค่าต้นกล้าต้นละ 18 บาทมาใช้เอง" นายเชาว์ กล่าว
ขณะที่ นายประสิทธิ์ หมีดเส็น รองผู้อำนวยการ สกย.กล่าวเสริมด้วยว่า สกย.ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ที่จะอบรมเกษตรกรผู้ร่วมโครงการปลูกยางในที่ใหม่ 8 แสนไร่ โดยจะมีการรวมเกษตรกรให้เป็นกลุ่มพร้อมทั้งตั้งศูนย์เรียนรู้ในท้องถิ่น จะมีการฝึกเกษตรกรครบวงจรตั้งแต่การเพาะเมล็ดพันธุ์ การติดตาเขียว เพาะชำถุง การดูแลสวนยาง การกรีดยาง ตลอดจนการแปรรูปทำเป็นยางแผ่น เป็นต้น โดยโครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรช่วยเหลือตัวเองได้ รวมถึงการแก้ปัญหากล้ายางราคาแพง และขาดแคลนได้อีกทางหนึ่ง
นี่ก็เป็นทางออกส่วนหนึ่ง ที่สกย.กำลังเร่งดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหาโครงการการส่งเสริมปลูกยางในพื้นที่ใหม่ 8 แสนไร่ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด แต่จะเป็นไปตามแผนการหรือไม่ ก็ขึ้นกับการเตรียมพร้อมอีกด้วย
มติชสยท.แนะถ้าไม่พร้อมให้เริ่มปีหน้า
นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสยท.) กล่าวว่า ชสยท.เป็นสถาบันหลักของเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศ มีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง จึงมีการประชุมคณะผู้บริหารเกี่ยวกับปัญหาและแนวการทางแก้ไขโครงการปลูกยาง 8 แสน ไร่ เพื่อหาทางออกในกรณีที่ สกย.ไม่สามารถจัดหาพันธุ์ยางให้เกษตรกรผู้ร่วมโครงการได้ สรุปคือ ปัญหาเกิดจาก สกย.ยังขาดความรู้ความเข้าใจในโครงการ เงื่อนไขของตลาดซื้อขายพันธุ์ยาง และกระบวนการผลิตพันธุ์ยาง รวมถึงระยะเวลาในการผลิต นอกจากนี้ยังขาดการวางแผนที่ดีในการบริหารจัดการโครงการ รวมถึงขาดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนรับผิดชอบในเรื่องยางพาราด้วย
นายเพิก ระบุว่า ถ้าดูรายงานของกรมวิชาการเกษตร ที่แจ้งว่า มีแปลงเพาะกล้ายางที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั่วประเทศมีปริมาณพันธุ์ยาง ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 300 ล้านต้นกล้า และมีพันธุ์ยางที่เหลือจากปลายฤดูปลูกปี 2553 อีก 34 ล้านต้น รวมแล้ว 334 ล้านต้น เพียงพอที่จะปลูกในพื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ ขณะที่มีความต้องการที่จะปลูกยางในปี 2554 ไม่เกิน 1 ล้านไร่ แต่รัฐมนตรีที่ดูแล สกย.กลับไม่ใช้ข้อมูลตัวเลขจำนวนการผลิตดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ ปล่อยให้ปัญหาการขาดแคลนต้นกล้ายาง และมีราคาสูงถึงต้นละ 70 บาท
อย่างไรก็ตาม เมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ชสยท.จึงขอแนะนำว่า เมื่อทุกอย่างไม่พร้อมขอให้เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการที่ยังไม่ได้เตรียมการลงกล้าพันธุ์ยางไว้ ควรจะไปปลูกในปีหน้าจะดีกว่า เพราะช่วงนี้ใกล้หมดฤดูกาลปลูกแล้ว หากปลูกไปแม้ต้นยางอาจจะรอด แต่ก็จะเกิดสภาพการชะงักงันของต้น ทำให้ต้นเล็กและแกร็น เป็นต้น
ดลมนัส กาเจ



