ไลฟ์สไตล์

ดูไบนครเสกได้

ดูไบนครเสกได้

26 มิ.ย. 2554

วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ จนต้องพลาดการเดินทางครั้งสำคัญเป็นเพราะหนังสือเดินทางที่ถือมาใกล้ครบอายุขัย ทั้งๆ ที่ใช้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ แถมการที่ต้องไปทำบัตรประชาชนแล้วต่อด้วยการทำพาสปอร์ตในวันเดียวเป็นเรื่องไม่ค่อยสนุกเอาเสียเลย กับการนั่งรอระบบราชการทั้ง

 สายการบินแห่งชาติพาคณะของเรามาถึงท่าอากาศยานนครดูไบตอนกลางดึก สนามบินหนาตาด้วยผู้คนจากทั่วมุมโลกหลั่งไหลเข้ามา ทั้งที่มาเพื่อหางานทำ ติดต่อธุรกิจ และท่องเที่ยว นครนี้เป็น 1 ใน 7 รัฐแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในอดีตที่นี่เป็นศูนย์กลางการค้าการเดินเรือของคาบสมุทรอาระเบีย ที่นี่จึงคึกคักไปด้วยเรือสินค้าและผู้คน บนฝั่งก็เป็นทะเลทรายที่ร้อนระอุ ช่วงที่มีอุณภูมิสูงเกือบแตะ 50 องศาเซลเซียส แต่เมื่อที่นี่ค้นพบสิ่งที่ธรรมชาติซ่อนเอาไว้ใต้ดินเป็นเวลานานนับล้านปี นั่นคือน้ำมันดิบ เลยกลายเป็นสินค้าอันดับหนึ่ง พลังงานจากฟอสซิลขับเคลื่อนทุกๆ ภาคส่วน แต่มันก็ก่อมลพิษทิ้งไว้มากมาย และกำลังจะหมดไปในอีกไม่นานนี้ ผู้นำของนครดูไบจึงวางแผนพาดูไบไปสู่เมืองทันสมัย ตึกรูปทรงแปลกๆ พร้อมพรั่งด้วยความหรูหราจึงผุดโครงการใหม่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 เมื่อปล่อยตัวปรับใจให้ลื่นไหลไปตามความศิวิไลซ์ของโลกแห่งวัตถุปรุงแต่งกับ ดูไบมอลล์ หรือ มอลล์ ออฟ เอมิเรตส์ แหล่งช็อปปิ้งที่มีคนมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย สินค้าแบรนด์เนมชื่อดังต่างไม่ยอมน้อยหน้าคู่แข่ง ตกแต่งหน้าร้านโชว์สินค้ารุ่นใหม่สู่สายตานักช็อป ที่นี่ถูกยกเว้นให้เป็นเมืองปลอดภาษี คงจะไม่เกินคำบรรยายถ้าในทะเลทรายยังมีแหล่งน้ำได้ ก็ไม่แปลกเช่นกันที่นครแห่งนี้จะเป็นโอเอซิสของการช็อปปิ้ง กระชากเงินออกจากกระเป๋านักท่องเที่ยวได้ไม่ยากนัก และจะยิ่งดึงดูดใจมากขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ หนึ่งเดือนที่ทุกอย่างพร้อมใจกันลดราคา สินค้าหลายชนิดราคาถูกจนคนที่เป็นโรคใจอ่อนห้ามมากันเลยทีเดียว

 การเดินทางแบบไม่ทันได้วางแผน ทำให้การพบเห็นอะไรใหม่ๆ เป็นสิ่งที่น่าตื่นตามากขึ้น เพียงหลุดออกมานอกห้างสรรพสินค้าก็ต้องแหงนคอดูตึก เบิร์จดูไบ (Burj Khalifa) ตึกที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูงถึง 546 เมตร ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมออกแบบให้สิ่งก่อสร้างพุ่งสูงขึ้นไปค้ำฟ้าได้ถึงครึ่งกิโลเมตรกันแล้ว ช่วงเย็นการแสดงระบำน้ำพุประกอบแสงสีที่ยิ่งใหญ่เริ่มแสดงโดยมีตึกหลังนี้เป็นองค์ประกอบ ด้วยสีสันของท้องฟ้าหลังพระอาทิตย์จากลาไปไม่นาน ทำให้พื้นหลังยังไม่จมหายไปกับความมืดมิด โดยมีนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตาช่วยกันบันทึกภาพความลงตัวของแสงสีเอาไว้

 ไม่นานความมืดก็เข้ามาทำหน้าที่อย่างภาคภูมิ สีสันที่ถูกเติมแต่งอย่างมีรสนิยมฉาบตึกสูงต่างๆ จนเด่นชัดขึ้นมาท่ามกลางเวลาของราตรีกาล ทำให้นครแห่งนี้ยิ่งดูทันสมัยมากขึ้น ส่วนประกอบต่างๆ ที่อาจจะดูขวางหูขวางตาเมื่อตอนกลางวันก็เหมือนถูกนำไปซ่อนไว้ จุดหมายที่ร้าน 360 Bar อ่านว่า ทรีซิกตี้ บาร์ เหมือนการหมุนของท่าต่างๆ ในกีฬาผาดโผน ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย ลมทะเลแรงไล่ความร้อนของทะเลทรายเตลิดไปไกลแล้ว เบื้องหน้าชายหนุ่มและหญิงสาวยืนฉกเอามุมที่ดีที่สุดในการมองเห็น โรงแรมเบิร์จ อัล อาหรับ (Burj Al Arab hotel) ที่มีรูปทรงคล้ายกับเรือใบ โรงแรมระดับ 7 ดาว ราคาเริ่มต้นที่ 3.5 หมื่นบาทต่อคืน แพงซะจนไม่ต้องคิดว่าจะจ่ายเงินเพื่อเข้าพัก แค่ดูแล้วอุทานว่ามันแพงก็สมใจแล้ว

 สถานที่เดินชมติดดินก็มีให้เลือกเดินเช่นกัน ถ้าไม่เลือกเดินก็เหมือนไม่ได้เข้าสู่ความอู้ฟู่ที่สุดของภูมิภาคนี้ ตลาดทอง (gold souk) เป็นที่ใหญ่ที่สุดในย่านตะวันออกกลาง ถนนทั้งเส้นเหลืองอร่ามไปด้วยผลิตภันฑ์ที่ทำจากทองคำจะบริสุทธิ์มากขนาดไหนไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ความวิจิตรอลังการนั้นไม่เป็นรองแน่ๆ ลองนึกดูเล่นๆ ว่าแหวนวงหนึ่งว่าใหญ่ที่สุดจะมีขนาดเท่าไหร่ แต่ที่นี่ทำออกมาขาย อย่าว่าแต่สวมแขนเลยมันเล็กไป ขนาดน่าจะพอๆ กับรอบเอวปุถุชนทั่วไปที่ประมาณ 30 นิ้วเห็นจะได้ บางตู้โชว์นำเสนอชุดชั้นในของสุภาพสตรีที่ถักทอด้วยทอง ความยาวของถนนเส้นนี้ประมาณ 100 เมตร สองข้างทางมีแต่ร้านทอง มูลค่ารวมกันถ้าเทียบกับเยาวราชก็คงต้องเอา 100 คูณ ถึงจะสมน้ำสมเนื้อ

 เดินทางฝ่าดงตึกระฟ้าออกสู่ชานเมืองเริ่มพบกับภูมิประเทศซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้ ทะเลทรายที่ไม่ได้ราบเรียบ แต่มีเนินทรายน้อยใหญ่ราวกับทะเลที่มีคลื่นใหญ่ขนาด 20 เมตรที่ถูกสตัฟฟ์เอาไว้ ลดหลั่นกันไปด้วยการสร้างสรรค์ของกระแสลมที่หอบเอาทรายเม็ดเล็กมากองรวมกัน การขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อสมรรถภาพสูงและหรูหราสไตล์ดูไบที่ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำมันราคาแพง ไต่ไล่ความสูงไปตามยอดเนินทรายแล้วเปลี่ยนทิศทางไหลลงอย่างรวดเร็ว เป็นอีกกิจกรรมที่หนึ่งที่สามารถเรียกเสียงกรีดแหลมแสบแก้วหู จนแยกแยะว่ามีใครแอบหรือแฝงกายมาได้อย่างง่ายดาย สำหรับคนที่ขวัญอ่อนพร้อมที่จะเมารถได้ทุกเวลา แนะนำให้สละสิทธิ์เข้าร่วมได้ ไม่งั้นผลผลิตของท่านอาจจะกระจายทั่วถึงทุกคนในรถได้ไม่ยากเลย

 สำหรับคนที่ชื่นชอบและติดใจในรถหรูราคาแพงจากค่ายรถยุโรป และญี่ปุ่นที่เคยเห็นจอดอยู่แต่ในโชว์รูม ที่นี่สามารถพบเจอได้ทั่วไป เหมือนทุกสิ่งอย่างอันพร้อมสรรพ มาตกตะกอนในดินแดนที่เป็นรอยต่อระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก การที่ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นไม่สำคัญเท่ากับวิสัยทัศน์ในการนำพาบ้านเมืองไปในทิศทางที่ถูกต้องและเหมาะสม

 หลายสิ่งหลายอย่างทำให้ดูน่าตื่นตาตื่นใจ หลงไปกับแสงสีและความก้าวหน้าทางวิศวกรรม การได้มาสัมผัสดินแดนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและสุดขั้วในความเป็นเลิศ ตั้งแต่ออกจากบ้านยันเข้านอน ทำให้เห็นโลกในอีกด้านหนึ่ง แม้การเดินทางครั้งนี้จะไม่ได้เข้าไปใช้ชีวิตสุดหรูโดยตรง แต่ครั้งหนึ่งกับเมืองกลางทะเลทรายก็สามารถเล่าสู่กันฟังอย่างสนุกสนานได้อีกนานเลย

ท่องต่างแดนกับoknation
กิตตินันท์ รอดสุพรรณ [email protected]