ไลฟ์สไตล์

เทรนด์ใหม่เด็กไทยนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์

เทรนด์ใหม่เด็กไทยนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์

26 มิ.ย. 2554

พูดถึงวิทยาศาสตร์ ถ้าย้อนไปกว่าสิบปี หลายคนอาจร้อง "ยี้" น่าเบื่อจังเวลาเข้าเรียนชั่วโมงนี้

 แต่วันนี้ เปลี๊ยนไป๋...เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว ที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ จนทำให้มีเวทีมากมายที่แข่งขันเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญทำให้ได้รู้ว่า เด็กไทยไม่แพ้ใครในเวทีโลก

 แต่น..แตน..แต้น เพราะมีน้องๆ ที่ไปคว้าชัยชนะอันดับหนึ่งของการแข่งขันเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์บนเวทีระดับโลกมาแล้ว...

 คิดดูว่า น่าปลื้มแค่ไหนที่คว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีโลก ขณะที่มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกส่งเข้ามาแข่งขัน แต่น้องๆ คนไทย คว้ารางวัลมาได้ "เปิดโลกอินเทรนด์" จึงขันอาสาเอาเรื่องราวดีๆ อย่างนี้มาบอกต่อกัน

 บน เทวีการแข่งขัน ผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติของอินเทล หรือ อินเทล ไอเซฟ (Intel ISEF 2011) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา 

 "ม่อน" พรวสุ พงศ์ธีระวรรณ "หมิว" ธัญพิชชา พงศ์ชัยไพบูลย์ และ "ซึง" อารดา สังขนิตย์ จากโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา คว้ารางวัลสูงสุดจากการแข่งขันครั้งนี้ ที่มีผู้เข้าแข่งขันจากประมาณ 50 ประเทศจากทั่วโลก

 รางวัลที่ได้รับคือ รางวัล 1 เหรียญทอง และรางวัลพิเศษ NAC Environmental-Friendly Technology Award เป็นโครงงานวิทยาศาสตร์ ประเภททีม สาขาสิ่งแวดล้อม เรื่อง พลาสติกจากเกล็ดปลา (Bio-based Packaging Plastics from Fish Scale) ซึ่งมี อ.สุวารี พงศ์ธีระวรรณ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

 น้องม่อน ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5 เปิดฉากเล่าให้ฟังว่า ตน พี่หมิว และพี่ซึง ได้รวมตัวกันเมื่อ 2 ปีก่อน เพื่อจับกลุ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์ แล้วก็ตกผลึกคิดจนออกมาเป็นเรื่องของการทำพลาสติกจากเกล็ดปลา โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ช่วยกันคิดงานนั้น ผ่านการล้มเหลว ร้องไห้ หัวเราะร่วมกันมาตลอด จนกระทั่งแข่งขันได้ชนะในระดับประเทศ และเป็นตัวแทนจากประเทศไทยไปแข่งระดับโลกบนเวทีอินเทล ไอเซฟ

 ด้านน้องหมิวขอเล่าบ้างว่า ตนและซึง ขณะนี้กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.6 ด้วยความที่รักและชอบงานวิทยาศาสตร์ ตลอดสองปีที่คิดงานร่วมกันในทีม จึงทำไปเรื่อยๆ ผิดก็ทดลองใหม่ ลองผิดลองถูกจนในที่สุดก็สามารถสร้างออกมาเป็นชิ้นงานได้ จนได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในเวทีโลก ด้วยระยะเวลาที่ผ่านการทำงานร่วมกันมาถึงสองปี ทำให้เมื่อไปแข่งขันจึงไม่รู้สึกกดดัน ทำให้สุดความสามารถ ตลอดระยะเวลา 2 อาทิตย์ที่อยู่ในช่วงการแข่งขัน มีทั้งความสนุก และได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ ประเทศอื่น ทำให้ได้ประสบการณ์มากมายจากการแข่งขันครั้งนี้

 "ครั้งแรกคิดว่า ทำให้เต็มที่ แม้จะไม่ได้รางวัล แต่ก็ทำให้ดีที่สุด และพร้อมรับกับการตัดสิน แต่พอรู้ว่า ได้รางวัล ก็ยังคิดว่า ได้จริงเหรอเนี่ย" น้องหมิวบอกเสียงใส

 ขณะที่น้องซึงบอกว่า รางวัลจากเวทีนี้ทำให้ภูมิใจ แล้วคิดว่า เด็กไทยมีควาสามารถไม่แพ้ประเทศไหนในโลก หากมีความตั้งใจ และมีโอกาสได้เข้าร่วมแข่งขัน เพราะระหว่างที่อยู่ที่นั่นตลอดสองอาทิตย์ได้ดูงานของประเทศอื่นๆ ก็เห็นว่า ไม่ค่อยต่างจากเราเท่าไหร่ จึงรู้สึกภูมิใจที่เราก็มีความสามรถไม่แพ้ประเทศอื่น

 "ก็รู้สึกว่า เวทีนี้ใหญ่ แล้วการที่ได้รางวัลกลับมาทำให้เราภูมิใจ เพราะงานที่ทำออกมาไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ แต่พวกเราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด"
 
 ด้านน้องม่อนขอแจมอีกว่า สิ่งที่ทำให้ทีมเราชนะใจกรรมการ อาจจะเป็นเพราะว่า กลุ่มอื่นๆ เขาพูดกันถึงเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับน้ำมัน แต่เราไม่เหมือนใคร แล้ววัสดุอุปกรณ์ที่ช้ในนั้น ก็หาง่ายเป็นวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เรามองกันถึงเรื่องต้องการลดโลกร้อน จึงได้คิดทำเจลาตินที่ใส่อาหารแทนโฟม ซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเอาเจลาตินจากเกล็ดปลามาใช้ในกระบวนการทำถ้วยใส่อาหาร ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างจากงานที่เพื่อนๆ ประเทศอื่นทำ

 "ผมรู้สึกดีใจครับ ที่งานที่พวกเราทำได้เข้ามาถึงระดับนี้ และคิดว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว น้องๆ รุ่นใหม่ๆ ก็สนใจกันมากขึ้น อย่างพี่หมิว และพี่ซึง ซึ่งเรียนจบปีนี้ ก็มีโควตาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังๆ ได้ เป็นเรื่องที่ดีครับ ผมว่านี่เป็นเทรนด์ใหม่ของคนรุ่นใหม่จริงๆ ครับ"  น้องม่อนบอก

 เห็นไหมล่ะว่า เป็นเรื่องอิน(เทรนด์)ของเด็กรุ่นนี้จริงๆ ดีใจกับน้องๆ ด้วยจร้า...