
"แวว" ธีรวัลคุ์ ใช้ศิลป์สร้างสมาธิ
อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอย่างดีในแวดวงสังคม และเป็นที่รู้กันว่า "แวว" ธีรวัลคุ์ ปังศรีวงศ์ เป็นลูกสาวคนโตของ คุณแม่วัลลิยา และคุณพ่อธีระพงศ์ ปังศรีวงศ์ ประธานบริษัท เกษมกิจ เจ้าของเครือโรงแรมเคป กรุ๊ป และ แคนตารี่ กรุ๊ป เจ้าของโรงแรมสุดหรูกว่า 10 แห่งทั่วปร
แต่จะมีสักกี่คนที่จะรู้ว่า หลังจากเครียดๆ กับเรื่องของงานเธอจะใช้เวลาว่างในการหยิบพู่กัน เฟรมวาดรูป สีน้ำ สีไม้ หรือสีน้ำมัน มาขีดๆ เขียนภาพตรงหน้าเพื่อเป็นการระบายความเครียด ซึ่งการ "วาดภาพ" เป็นสิ่งที่โปรดปรานและร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก และด้วยความที่ชื่นชอบงานศิลปะเอามากๆ นี่เอง หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาวแววจึงเหินฟ้าไปเรียนต่อทางด้าน Art Histrory and Apprecitation ที่ Southeby's Institute of Art ประเทศอังกฤษ ก่อนจะคว้าปริญญาโทด้านการจัดการ จากอิมพีเรียล คอลเลจ กลับมาเป็นความภาคภูมิใจอีกหนึ่งใบ
"ตอนเด็กแววเป็นคนใจร้อนมาก ใจร้อนทุกๆ เรื่อง พอราว 10 ขวบนิดๆ คุณแม่เลยจับให้ไปเรียนศิลปะกับ อ.สุชาติ วงศ์ทอง เพื่อจะให้เราใจเย็นขึ้น เริ่มแรกที่เรียนศิลปะจะเริ่มต้นด้วยการสเก็ตช์ก่อน ต่อด้วยการเรียนวาดภาพสีน้ำ จากนั้นจึงเป็นสีน้ำมัน ทำไปทำมามันเหมือนนั่งสมาธิ ทำงานศิลปะแล้วจิตใจต้องจดจ่อทำให้ใจเราค่อยๆ เย็นลง หลังจากนั้นก็เริ่มชอบ พอหลังจบจุฬาฯ ก็เลยขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ไปเรียนด้านศิลปะที่ Southeby's แต่ที่นั่นไม่ได้สอนการวาดรูปอย่างที่เคยเรียน แต่จะสอนวิธีการประมูลรูป วิธีซื้อขายรูป การดูรูปของจริงของปลอมมากกว่า และช่วงนั้นก็ไปเทคคอร์สเรียนศิลปะที่เซนต์มาร์ตินด้วย เป็นคอร์สสั้นๆ 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง การเรียนที่นั่นจะเน้นไปที่อินสไปเรชั่น เช่น เอาผู้หญิงมานั่งให้วาด ใครจะออกมาหน้าตาเบี้ยวบูดยังไงก็ไม่มีใครว่า บางครั้งเปิดเพลงแล้วให้วาดรูปตามเพลง หรือบางครั้งก็สอนมิกซ์มีเดียอาร์ต คือจะสอนเทคนิคเพิ่มเติมมากกว่าให้นั่งวาดรูปอย่างเดียว" สาวอารมณ์ศิลป์เล่าอย่างออกรส
หนึ่งปีเต็มในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปะ ที่เรียนรู้ และซึมซับอารมณ์ศิลป์จนสามารถถ่ายทอดจินตนาการได้อย่างบรรเจิด โดยเจ้าตัวบอกว่า การวาดสีน้ำมันเป็นสไตล์ที่ชื่นชอบและถนัดที่สุด เพราะสามารถแต่งแต้มสีสันเพิ่มเติมได้ตามใจชอบโดยไม่มีเวลามาเป็นตัวกำหนด
"ภาพจากสีแต่ละประเภทจะมีเสน่ห์แตกต่างกันไป แต่แววว่าวาดภาพสีน้ำจะยากกว่าสีน้ำมัน สีน้ำจะให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล แต่จะแก้ไขไม่ได้ถ้าเสียแล้วเสียเลย ขณะที่สีน้ำมันมันสนุก วาดผิดก็จุ่มสีทับลงไปได้ สีก็จัดกว่าสวยไปอีกแบบ ที่สำคัญคือ ถ้าภาพยังไม่เสร็จเราก็เก็บไว้ก่อนได้ พอมีเวลาว่างค่อยหยิบมาแต่งแต้มสีเพิ่มเติม ไม่เหมือนกับสีน้ำที่ต้องวาดครั้งเดียวให้จบไปเลย" ศิลปินสาวเผย
และในโอกาสที่ ศิลปินกลุ่มหก คณะศิลปกรรมศาสสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับ โรงแรมเคปนิทรา หัวหิน จัดกิจกรรมฟรีเวิร์กช็อป ในหัวข้อ "สปิริต ออฟ ดิ อาร์ทิสต์" โดยสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อนำไปเปิดนิทรรศการ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป งานนี้บอสสาวหัวใจศิลป์ไม่ยอมพลาด รีบยกมือสมัครเข้าร่วมเวิร์กช็อปทันที แต่ก็ยังไม่วายออกตัวก่อนว่า ห่างหายจากงานศิลปะไปพักใหญ่ เนื่องจากช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมางานเยอะมาก จนไม่มีเวลาได้สร้างสรรค์ผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน
เมื่อเตรียมใจพร้อม ก็ถึงเวลาที่สาวแววจะต้องจัดเตรียมอุปกรณ์และเลือกสี โดยครั้งนี้สาวเจ้าเลือกที่จะบรรเลงรูปใบไม้และดอกไม้ด้วยสีน้ำ โดยใช้เทคนิคเปียกบนเปียก ทั้งยังมี อ.บันชา ศรีวงศ์ราช ประธานศิลปินกลุ่มหก คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด ผ่านไปราวชั่วโมงเศษหลังจากจดจ่ออยู่กับการตวัดพู่กันไปมาบนกระดาษ ผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซของสาวแววก็เริ่มปรากฏเป็นรูปร่างบ่งบอกถึงความตั้งใจเกินร้อย
"ยินดีมากค่ะที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้ คือแววรู้สึกว่าศิลปะเป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่ว่าจะทำอะไรในโลกนี้ทุกอย่างควรมีศิลปะ แววอยากสนับสนุนด้านนี้ อยากให้หลายๆ คนได้รับประสบการณ์ดีๆ อย่างที่แววได้รับ ดังนั้นอะไรที่ช่วยได้ก็ช่วยกันไปเพื่อให้ศิลปะมันเกิดขึ้น อาจารย์แต่ละท่านที่มาสอนก็ตั้งใจจะช่วยเหลือ คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ เพราะอาจารย์เองเป็นคนที่ยุ่งกว่าแววก็ยังสละเวลามาช่วยกัน สิ่งที่แววทำแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเวลาของอาจารย์ทุกท่านที่อุตส่าห์มาช่วย" บอสสาวแห่งเคปนิทรากล่าวถึงโครงการอารมณ์ดีๆ
ก่อนจบการเวิร์กช็อปสาวอารมณ์ศิลป์ยังกล่าวฝากทิ้งท้ายด้วยข้อคิดดีๆ ว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องเป็นรูปวาด แต่จะเป็นอะไรก็ได้ที่มีผลต่อความรู้สึกของเรา
"สำหรับตัวแววเอง ศิลปะนอกจากจะช่วยให้ใจเย็นลง ผ่อนคลาย และสนุกแล้ว ศิลปะยังสามารถนำมาปรับใช้กับงานแววทำอยู่ด้วย สิ่งที่ยากที่สุดเวลาวาดรูปมี 2 อย่าง คือ 1.เราจะวาดอะไร 2.เมื่อไหร่คือจบ เมื่อไหร่คือพอ ถ้าแต้มไปอีกสีมันจะเละทันที แววว่า 2 สิ่งนี้มันเอามาปรับใช้ได้กับทุกอย่างในชีวิต ไม่ว่าเราจะทำอะไร คือเราจะต้องรู้ว่าเมื่อไหร่คือจุดที่พอ เมื่อไหร่คือจุดที่ต้องหยุด" บอสสาว กล่าวทิ้งท้ายก่อนขอตัวปาดปลายแปรงต่ออย่างสนุกสนาน
เรื่อง--วันวิสา โรจน์แสงรัตน์
ภาพ--อรรถภพ ซื่อตรง



