ไลฟ์สไตล์

"วานิลลา"กล้วยไม้ที่อาภัพ (17)

"วานิลลา"กล้วยไม้ที่อาภัพ (17)

23 มิ.ย. 2554

คืนวันสุดท้ายฉันได้ถามลินว่า เขาสามารถเลื่อนวันกลับของฉันให้มันสั้นลงมาอีกได้หรือเปล่า เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีอะไรที่จะต้องนำปฏิบัติจึงรู้สึกเสียเวลาที่จะอยู่ต่อไปให้ครบกำหนด

 ที่สุดก็พบว่าวันสุดท้ายอยู่ไปก็ไม่มีอะไรจะทำ จึงตกลงนำเอาตั๋วเครื่องบินของฉันไปเปลี่ยนวันกลับ เป็นอันว่าเลื่อนขึ้นมาอีกหนึ่งวัน

 วันนั้นลินขับรถมารับฉันไปส่งที่สนามบิน ซึ่งนับว่าได้สร้างความผูกพันทางจิตใจฝากไว้กับกล้วยไม้ที่ชื่อ วานิลลา อย่างเป็นธรรมชาติ แม้ก่อนการเดินทางกลับเพียงวันเดียว ตัวฉันเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเครื่องบินมันจะมาแน่หรือเปล่า ทั้งนี้ จากประสบการณ์ดังได้กล่าวมาแล้วมันทำให้ฉันไม่ค่อยจะเชื่อใครทั้งนั้น อีกทั้งก็แสนเหนื่อย แถมยังเหนื่อยใจนี่สิมันร้ายที่สุด

 ก่อนขึ้นเครื่องบินเที่ยวกลับเล็กน้อย ทั้งๆ ที่แลเห็นเครื่องบินมันจอดอยู่ตรงหน้าก็ยังไม่ค่อยจะมั่นใจว่ามันไปแน่หรือเปล่า

 หลังจากเครื่องบินออกเดินทางจากเกาะนั้นไม่นาน ตัวฉันเองก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ยังคงต้องนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ในซีกซ้ายของตัวเครื่องมาตลอดทาง

 กระทั่งเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นสายตาก็ได้มองผ่านหน้าต่างเครื่องบินออกไปทางด้านซ้ายมือแลเห็นหิมะสีขาวปกคลุมอยู่บนยอดของเทือกเขาหิมาลัยเป็นทางยาว ซึ่งหมายความว่ามันใกล้บ้านเข้าไปทุกทีแล้ว ทั้งนี้ เพราะภาพนี้ตัวฉันเองได้คุ้นเคยอยู่กับมันมาหลายครั้งหลายหนขณะที่บินผ่านยุโรปกลับมาสู่บ้านเกิดที่เอเชีย

 กระทั่งถึงสิงคโปร์เพื่อถ่ายเครื่องสู่การบินไทย ที่นั่นฉันเหนื่อยจนแทบจะขาดใจ นอนก็นอนไม่หลับแถมยังมีแผนจะส่งเอกสารการติดต่อระหว่างอยู่ที่นั่นกลับเมืองไทยมอบให้ลูกศิษย์คนหนึ่งด้วยเหตุผลจำเป็น

 เมื่อเครื่องบินถึงสิงคโปร์แล้ว ฉันจึงเดินไปหาสำนักงานไปรษณีย์ในสนามบินเพื่อจะส่งเอกสารดังกล่าว ปรากฏว่ามือขวาเขียนหนังสือแทบไม่เป็นตัว เพราะความเหนื่อยอย่างสุดๆ ทำให้มือสั่น เจ้าหน้าที่สังเกตเห็น เขาจึงรับอาสาเขียนให้

 จากนั้นจึงเดินขึ้นเครื่องบินการบินไทยเข้าไปนั่งขดตัวอยู่ในที่นั่งส่วนท้ายสุด เมื่อการบินไทยออกบินจากสิงคโปร์ตัวฉันก็หมดสติ กว่าจะมารู้สึกตัวก็เพราะเจ้าหน้าที่มาเห็นเข้าแล้วนำความไปบอกกัปตัน กัปตันได้สั่งให้มานำตัวฉันไปนั่งชั้น 1 แล้วกำชับให้ดูแลให้ดี

 ฉันจึงเริ่มฟื้นคืนสู่สภาพปกติ แต่จิตใจและร่างกายมันก็ยังไม่ปกติอยู่นั่นแหละ เพราะมันเหนื่อยแสนเหนื่อย จนแทบไม่รู้ว่ากลางคืนกลางวันอยู่ที่ไหน และเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเดินทาง
 
 นอกจากทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ในความทรงจำมาจนถึงทุกวันนี้!
         
"ระพี สาคริก"