ไลฟ์สไตล์

“อ้อมกอดของแม่” ที่สุดของความสุข

“อ้อมกอดของแม่” ที่สุดของความสุข

23 มิ.ย. 2554

แรงบันดาลใจจากประสบการณ์การใช้ชีวิต และเติบโตมาจากครอบครัวในชนบทอีสาน มีความเป็นอยู่ทั้งทุกข์และสุขตามอัตภาพ แต่ความรักความอบอุ่น ความห่วงใยที่มีให้แก่กันและกันในครอบครัว เป็นความรักที่บริสุทธิ์และจริงใจ เป็นพื้นฐานสำคัญทางจิตใจและกำลังใจในการใช้ชีวิต และ

  ด้วยแนวคิดที่ชัดเจน ประกอบกับความเป็นเอกภาพทางด้านความคิด ความรู้สึก และการตีความที่เด่นชัด ทำให้ผลงานชิ้นนี้คือจิตรกรรมที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากกว่า 200 ผลงานที่ส่งเข้าประกวดในโครงการประกวดจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค “เพื่อความสุขของมวลมนุษยชาติ” ครั้งที่ 13 ในหัวข้อ “สร้างสรรค์เพื่อความสมบูรณ์แห่งชีวิต” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้จินตนาการอย่างกว้างขวางในการสรรค์สร้างผลงานจิตรกรรมที่ใช้เทคนิคได้อย่างอิสระ ที่ทำเอาคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ศาสตราจารย์กิตติคุณกำจร สุนพงษ์ศรี, ถวัลย์ ดัชนี, ธงชัย  รักปทุม, รองศาสตราจารย์อิทธิพล ตั้งโฉลก, ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง, ศาสตราจารย์เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ, ศาสตราจารย์วิโชค มุกดามณี และ อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ ผู้อำนวยการหอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ถึงกับพร้อมใจกันเอ่ยปากว่าการตัดสินผลงานในปีนี้รักพี่เสียดายน้อง ซึ่งมีขึ้นที่ หอศิลป์สนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม

 นอกเหนือจาก “อ้อมกอดของแม่” ที่ถ่ายทอดความสุขจากก้นบึ้งของจิตสำนึกแล้ว ยังมีผลงานที่ทั้งถ่ายทอด สร้างสรรค์ และเสียดสีสังคม ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดครั้งนี้ อาทิ รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 2  จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ กฤษฎางค์ อินทะสอน กับผลงานชื่อ “หมู่เฮา-วัวลาย” จิตรกรรมสีฝุ่นทองคำเปลวบนบานพับ 2 ด้าน ที่ต้องการนำเสนอความงามในรากเหง้าวัฒนธรรมพื้นถิ่นอันดีงามที่ถูกมองข้าม หลงลืม โดยยุคสมัยและกาลเวลาเป็นตัวแปร วัฒนธรรมใหม่ที่รับเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง กัดกร่อนวิถีเดิมให้ผุพัง แต่ในความผุพังยังคงมีร่องรอยของวิถีเดิม ซึ่งแม้ไม่อาจงามสมบูรณ์ได้ดั่งอดีตกาล แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเรื่องราวที่งดงามให้ได้จดจำ และผลงานชื่อ “หน้าดำ” โดย สุรเดช วัฒนาประดิษฐชัย ที่ใช้เทคนิคการดรอว์อิ้ง (drawing) ถ่ายทอดให้เห็นถึงภัยอันแฝงมากับเทคโนโลยีอันทันสมัย และมีผลกระทบต่อเยาวชนของชาติ รวมไปถึงผลงานที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 3 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ “สู้ชีวิตหมายเลข 3” โดย สุรพงศ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา, “Day and Night” โดย อภิรักษ์ โพธิทัพพะ และ “The Mask No.1” โดยอัมรินทร์ บุพศิริ และรางวัลดีเด่นอีก 10 รางวัล

 ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน เปิดเผยถึงพัฒนาการของผลงานจิตรกรรมรุ่นใหม่ที่ส่งเข้าประกวดในปีนี้ว่า ผลงานมีแนวโน้มที่มีการพัฒนาการดี อาจเป็นเพราะศิลปินมีอิสระในการทำงานมากขึ้น มีความคิดในเชิงเทคนิคัล และองค์ประกอบได้หลากหลาย แม้หัวข้อจะพูดถึงความสุขก็จริง แต่ว่าแต่ละคนก็ตีความคำว่าความสุขในแง่มุมของตัวเอง โดยส่วนตัวดูความเป็นเอกภาพของความคิด นำไปสู่การตีความ การใช้รูปแบบหรือเทคนิคอย่างไรที่มีเหตุมีผล มีเอกภาพสัมพันธ์กับความรู้สึกหรือไม่ และที่สำคัญผลงานต้องสร้างแรงดลใจ หรือแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชมได้

 ด้าน ธงชัย รักปทุม เสริมว่า คุณภาพผลงานของศิลปินไทยได้พัฒนาขึ้นไปสู่เกณฑ์ความเป็นสากลมากขึ้นเรื่อยๆ หากดูกันด้านเนื้อหา การนำเสนอ แนวคิดต่างๆ และผลงานที่ออกมา เรียกได้ว่าไม่แพ้ศิลปินทั้งในเอเชีย ยุโรป หรืออเมริกา ซึ่งหากมีการส่งเสริมศิลปินไทยให้มีการเรียนรู้ด้านการเขียนตำรา การเขียนวิจารณ์ผลงานอย่างกว้างขวาง ก็จะนับเป็นการก้าวหน้าอีกขั้นหนึ่งในวงการศิลปะ เพราะการมีแต่นักปฏิบัติอย่างเดียวก็ไม่อาจเจริญก้าวไกลได้ แต่ต้องมีการพูด การเขียนถึงผลงานศิลปะให้คนเข้าใจ เข้าถึงในผลงานอย่างกว้างขวาง เมื่อมีความเข้าใจในผลงาน ผู้ชมก็จะเกิดความสัมผัส อยากชมผลงานศิลปะมากขึ้นเรื่อยๆ  เหมือนกับผลงานชิ้นเด่นๆ ในต่างประเทศ ที่คนจากทั่วโลกต้องไปเข้าคิวต่อแถวเพื่อชมผลงาน นั่นเป็นเพราะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่ดี ผมอยากให้ศิลปินไทยได้รับการตอบรับแบบนั้นบ้าง

 ร่วมให้กำลังใจ และเสพสุนทรียภาพงานศิลป์ กับผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยของศิลปินไทยที่ถ่ายทอดแนวคิดความสุขในบริบทต่างๆ และสะท้อนสังคมยุค 3G ได้อย่างเด่นชัด ซึ่งจะนำมาจัดแสดงในนิทรรศการจิตรกรรมร่วมสมัยพานาโซนิค ครั้งที่ 13 โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกกว่า 66 ภาพ มาจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 7-29 กรกฎาคมนี้