
ผลิตภัณฑ์"น้ำฟักข้าว"บรรจุขวด ทางเสริมรายได้กลุ่ม"ไทยพัฒนา"
หลังอำลาชีวิตมนุษย์เงินเดือนเมื่อหลายปีก่อน "รัตนพงษ์ จันทะวงษ์" หรืออาจารย์น้อยก็ได้ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น ด้วยการปลูกฟักข้าวเชิงการค้าเพื่อหารายได้ทดแทนเงินเดือนที่ขาดหายไป หลังได้รับคำแนะนำจากผศ.ดร.วิเชษฐ์ ลีลามานิตย์ อาจารย์ภาควิชาชีวเคมี คณะ
"เมื่อก่อนผมก็เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนกัน พอมีลูกก็เลยลาออกมาเลี้ยงลูก ทุกวันนี้มีหน้าที่รับส่งไปโรงเรียนทุกวัน ส่วนภรรยาทำงานอยู่แบงก์ชาติไม่มีเวลามาดูแลตรงนี้ พอลาออกก็มีเวลาอยากหาอะไรทำ บังเอิญได้เจอกับอาจารย์วิเชษฐ์ (ผศ.ดร.วิเชษฐ์ ลีลามานิตย์) จากมหิดล ท่านก็แนะนำให้ลองปลูกฟักข้าวดู หลังท่านได้ทำการทดลองวิจัยพบว่าพืชพื้นบ้านตัวนี้มีคุณประโยชน์มหาศาลและกำลังจะสูญหายไปจากบ้านเรา"
รัตนพงษ์ จันทะวงษ์ ประธานกลุ่มผู้ปลูกฟักข้าวไทยพัฒนาและแปรรูปเชิงการค้าครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวบรรจุขวดย้อนอดีตกว่าจะถึงทุกวันนี้ โดยเริ่มแรกไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากทางภาคเหนือเพื่อนำมาทดลองปลูก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับการงอก จากนั้นจึงเปลี่ยนมาตระเวนหาเมล็ดพันธุ์แถวเมืองกาญจน์ ปรากฏว่าปริมาณการงอกและการเจริญเติบโตได้ดีกว่า ก่อนจะรวมกลุ่มปลูกฟักข้าวเพื่อเป็นรายได้เสริม โดยตนเองทำหน้าที่ดูแลเรื่องการตลาดและพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
เขาบอกว่าเริ่มนำฟักข้าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวเมื่อประมาณ 10 เดือนที่แล้วเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ฟักข้าว ซึ่งปกติจะจำหน่ายกิโลกรัมละ 18-20 บาท แต่หากนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว โดยเฉพาะน้ำฟักข้าวขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่คนรักสุขภาพ ส่วนขั้นตอนการผลิตนั้น เริ่มจากนำผลฟักข้าวสุกมาล้างด้วยน้ำทำความสะอาด จากนั้นก็ผ่าซีกเพื่อแยกเนื้อกับเมล็ดออกจากกัน ก่อนนำไปต้มที่อุณหภูมิ 92 องศาเซลเซียสเพื่อฆ่าเชื้อโรคแล้วนำมาระบายความร้อนที่อุณหภูมิ 52 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงนำไปบรรจุขวดเพื่อจำหน่ายต่อไป
"สมาชิกเป็นคนปลูก ส่วนผมจะดูแลเรื่องตลาดและหาวิธีแปรรูปเพิ่มมูลค่า อย่างล่าสุดเรามีผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวชื่อว่าแก๊ป คิวเท็น (Gac คิว 10) บรรจุขวด ขวดละ 180 ซีซี ราคาขวดละ 10 บาท มีขายทั่วไปในจ.นครปฐม กาญจนบุรี และที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,000 ขวดต่อวัน แต่ก็ยังไม่พอต่อความต้องการ เพราะผลฟักข้าวส่วนหนึ่งเราส่งออกไปอียูและดูไบ ส่วนในประเทศจะเน้นผลิต ภัณฑ์แปรรูปมากกว่า เป็นผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวผสมกับน้ำผลไม้อยู่ได้ไม่เกิน 5 วันและต้องแช่เย็นไว้เท่านั้น เพราะเราไม่ใส่สารกันเสีย"
ประธานกลุ่มฟักข้าวไทยพัฒนายอมรับว่า ขณะนี้พื้นที่ปลูกฟักข้าวมีเพียงแค่ 100 ไร่เท่านั้น จากจำนวนสมาชิกประมาณ 30 คนกระจายกันปลูกอยู่ในหลายพื้นที่ของจ.นครปฐมและจ.กาญจนบุรี และคาดว่าภายใน 2 ปีจะเพิ่มพื้นที่ปลูกให้ได้ประมาณ 5,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรที่สนใจจำนวนมากสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของกลุ่มและปลูกฟักข้าวเพื่อเป็นรายได้เสริม เนื่องจากฟักข้าวเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดีและสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ยกเว้นที่มีน้ำขังเท่านั้น
ผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวของกลุ่มฟักข้าวไทยพัฒนา นอกจากเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแล้วยังต่อลมหายใจให้เกษตรกรผู้ปลูกฟักข้าวอีกด้วยและในวันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคมนี้ ท่องโลกเกษตร "คม ชัด ลึก" จัดทริปพิเศษเยี่ยมชมสวนฟักข้าวของสมาชิกกลุ่มฟักข้าวไทยพัฒนาและผลิตภัณฑ์จากฟักข้าวอย่างหลากหลาย สนใจโทร.0-2338-3356-7 ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์
"สุรัตน์ อัตตะ"



