ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-ถ้า ... (II)

เล่นหูเล่นตา-ถ้า ... (II)

20 มิ.ย. 2554

“คราใดที่ความหวังหนีหายไปจากใจ … สิ่งที่หัวใจโหยหา คือ ความเกื้อกูล”

 “คนที่เหนือกว่าต้องเกื้อกูลคนที่ด้อยกว่า” … นี่อาจเป็นเหตุผลของพระเจ้าที่สร้างให้คนบางคนมีสิ่งบางอย่างเหนือกว่าผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ทรัพย์สมบัติ หรือแม้แต่… โอกาส... และถ้าพระเจ้าไม่มีจริง นี่ก็อาจจะเป็นเพียงความเชื่อที่เกิดจากความหวังโง่ๆ ของคนอย่างฉัน

 “ป๋าว่ะ!” เสียงนุชนาฎชื่นชมผสมค่อนขอดใส่ฉัน หญิงแก่ที่สารรูปไม่บ่งบอกและราศีไม่บ่งชี้ความมีพรสวรรค์ใดๆ (เพราะหน้าไม่แต่งน่ะเซ่!) ในร้านอาหารจีนเล็กๆ แห่งหนึ่ง …

 “เอาเหอะน่า… รู้มั้ยว่าเด็กพวกนี้เงินเดือนน้อยแค่ไหน?” ฉันตอบด้วยเหตุผลเดียวที่ฉันมีและเชื่อ ฉันกับสีเกดและนุชนาฎยังคงนั่งผึ่งพุงอยู่อย่างใจเย็นแม้จะกินเสร็จและเช็กบิลเรียบร้อยไปสักพักแล้ว… สายตาของคนช่างสังเกต (สอดรู้สอดเห็น) ที่ฝังอยู่ในเบ้าตาหยีๆ คู่นี้ของฉันกวาดทำมุม 360 องศา ไปรอบๆ ร้านที่เต็มไปด้วยลูกค้าหลากหลายระดับชั้น มีทั้งสวมเสื้อผ้าและหิ้วกระเป๋าแบรนด์หรูหัวจรดเท้าไปจนถึงเสื้อยืดกางเกงขาสั้นรองเท้าแตะที่ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวราวกับอยู่ในบ่อนนกกระจอกซึ่งไม่ต่างอะไรกับพวกเรา 3 คนที่เซ็งแซ่ไม่แพ้กัน (ก็มันไม่ได้ยินนี่นา) บนโต๊ะแต่ละโต๊ะมีอาหารหน้าตาเหมือนๆ กัน คงจะเป็นอาหารยอดนิยมของร้านนี้ ถ้าเป็นร้านอาหารฟิวชั่นไฮโซคงต้องบรรยายว่า … จานนี้เป็นซิกเนเจอร์ (Signature) ของร้านที่ได้มิชลินมา 1 ดาว แต่ความจริงก็คือความจริง และความจริงมันก็เจ็บปวด … จากสภาพร้านที่พวกเรานั่งสวาปามกันจนท้องกางนั้นคือตึกแถว 2 คูหาเพดานต่ำ ผนังทุกด้านช่างหม่นหมองเปรอะเลอะใกล้คำว่าเขรอะเข้าไปทุกที บนผนังไม่ได้มีวอลล์เปเปอร์ลายสวยงามหรือภาพวาดจรรโลงใจให้เกิดจินตนาการสูงส่งใดๆ นอกจากแผ่นโปสเตอร์งานการกุศลของสมาคมจีนอะไรสักอย่าง ทีวีเก่าๆ ที่แขวนจากเพดานลงมาก็เปิดช่องภาคภาษาจีนที่มีหนังกำลังภายในสมัย “หงจินเป่า” ยังหนุ่มให้ดู … อือ … นอกจากจะหลงที่หลงทางแล้ว ยังหลงยุคหลงสมัยกันไปอีก มีเพียงอาหารรสชาติจีนดั้งเดิมราวกับกินในแผ่นดินใหญ่ฉุดพวกเราให้กลับมาอยู่ในโลกของความจริงที่ความสุขไม่ได้อยู่ที่ใจ แต่อยู่ที่ปลายลิ้นกับพุง และความสุขก็ไม่ได้หมายถึงความสงบ นอกจากความวุ่นวายอลหม่านของคนแปลกหน้า ที่ต่างมาค้นหาสิ่งเดียวกัน … ความอร่อยแบบดั้งเดิม

 ที่นี่ … พนักงานหญิงตัวเล็กๆ บางๆ ไม่ได้อยู่ในชุดยูนิฟอร์ม แต่ต่างคนต่างใส่เสื้อผ้าธรรมดาปกปิดร่างกายเพื่อจะได้ทำงานอย่างทะมัดทะแมง ยกอาหารจานร้อนจานเย็น จานเล็กจานใหญ่ เติมน้ำเติมเหล้า เก็บถ้วยเก็บจาน เก็บเศษทิชชู่เลอะๆ กวาดเศษอาหารที่มีทั้งกระดูกไก่ ก้างปลาที่กองกันเป็นกระจุกเมื่อลูกค้าลุกจากโต๊ะไปแล้วอย่างรวดเร็วและไม่เกี่ยงงอน พนักงานเสิร์ฟตัวจิ๋วชำเลืองมองถาดสเตนเลสที่วางบิลไว้ บางถาดมีแบงก์ 20 อยู่ บางถาดมีเศษเหรียญทิ้งไว้ บางคนยืนถอนใจแล้วไว้อาลัยให้กับถาดที่ว่างเปล่า ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้ไว้อาลัยให้กับเศษสตางค์หรือแบงก์ปลีก แต่เธอกำลังไว้อาลัยให้กับความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลที่ใกล้จะสูญพันธุ์ตะหาก

 พนักงานเสิร์ฟประจำโซนที่ฉันนั่ง อมยิ้มตาเป็นประกายกับธนบัตรสีแดงซ้อนกัน 2 ใบในถาดบนโต๊ะของพวกเรา พนักงานคนอื่นแอบชะเง้อมองแล้วอมยิ้มตามหลังคนถือถาดที่เอาทิปไปหยอดใส่กล่องทิปรวมที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์ รอยยิ้มนั้นทำให้พวกเธอมีแรงเพิ่มขึ้นแม้จะไม่ได้ดื่มคาราบาวแดงหรือหมีทอร์นาโด และรอยยิ้มนั้นทำให้ฉันมีแรงที่จะทำตามความเชื่อต่อไป …

 ฉันเดินเข้าไปหลังร้านผ่านโต๊ะเตรียมอาหารก่อนยกไปเสิร์ฟ พนักงานมุงกันอยู่ตรงนั้น ฉันยื่นหน้าเข้าไปหาคำตอบให้กับความสงสัย …          กะละมังอะลูมิเนียมใบย่อมที่บุบบู้บี้จนไม่อาจจะคาดเดารูปทรงดั้งเดิม ดูเหมือนภาชนะใส่อาหารแมวที่ไม่ใช้แล้วมากกว่า ในนั้นมียำอะไรสักอย่างหน้าตาเผ็ดๆ พนักงานหยิบจกกันคนละทีสองทีขึ้นมาแทะ บางคนก็กินกับข้าว … มันคือยำเศษตีนไก่ที่เหลือมาจากไก่ต้ม (เมนูเด็ดของร้าน) พวกเธอชวนฉันกิน ฉันส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะรังเกียจแต่ท้องจะแตกอยู่แล้ว! ฉันเดินไปหยุดที่ห้องครัวแล้วชะโงกหน้าเข้าไป มันคับแคบแต่เป็นแนวยาวลึกเข้าไปจนสุด มีพ่อครัวอยู่ 3 คน ที่ไม่พูดภาษาไทย แต่ก็ไม่ใช่ภาษาจีนใดๆ ที่ฉันคุ้นเคย ไม่ใช่ทั้งจีนกลาง แต้จิ๋ว หรือกวางตุ้ง ฟังไม่ออกสักคำ ถัดจากฉันไป 2 ก้าว หน้าห้องครัวมีอ่างล้างจานเล็กๆ อยู่ มันเล็กมากจนฉันไม่คิดว่าจะรองรับจานที่ใช้แล้วมากมายมหาศาลตามจำนวนที่ใช้ในร้านขายดีแบบนี้ได้ แล้วมันก็แคบจนคนล้างจาน 3 คนต้องผลัดกันมายืนล้างทีละคนแทนที่จะล้างพร้อมกัน 3 คน

 ความหดหู่และภาคภูมิมันตีกันอยู่ในใจฉันจนแยกไม่ออก นึกสงสารคนเหล่านี้และนึกขอบคุณพระเจ้าบางสิ่งบนฟ้า หรือบุญกรรมที่มองไม่เห็นก็แล้วแต่ที่ส่งให้ฉันมาเกิดเป็นลูกคนจีนในเมืองไทยใต้พระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเสียสละ เป็นข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์ที่ทำให้มีชีวิตเป็นปกติสุขอย่างทุกวันนี้ …

 ถ้าชีวิตมันพลิกผันบุญกรรมส่งผลให้ไปเกิดนอกเขตประเทศไทยแต่มีเขตชายแดนติดกัน สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของฉันคงทำงานหนักกว่าที่เป็นอยู่และมีอยู่ คงต้องดิ้นรนตะเกียกตะกายหรือแม้แต่ “ลักลอบ” เข้ามาอยู่ในเขตแดนเจ้าแผ่นดินที่คนไทยทุกคนรัก จากภาพที่ติดตามบ้านของชาวไร่ชาวนาคงจะบอกฉันได้ทันทีว่า “ท่านทรงมีพระเมตตาเพียงใด” … การหนีร้อนมาพึ่งเย็นคงเป็นภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ เงินจำนวนมากถึง 15,000 บาทไทยจะเป็นใบผ่านทางพาฉันเข้าไปในเดินแดนที่อุดมสมบูรณ์กว่า มีงานทำ มีข้าวให้กิน มีที่ให้ซุกหัวนอน ทำงานสักพักก็จะได้ส่งเงินมาให้ที่บ้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวที่เรารักก็จะดีขึ้นสบายขึ้น ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตฉันก็ยอม แต่บางคนก็ถูกหลอกเงินไปฟรีๆ บางทีก็ข้ามไม่พ้นถูกจับส่งกลับมาก็เยอะ ถ้าฉันไม่มีเงินคงต้องเสี่ยงใช้วิธีลัดเลาะคืบคลานเข้ามาหางานทำในแม่สอด แม่สาย ทำงานล้างถ้วยล้างจานในร้านข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยวก็คงจะพออยู่รอดไปวันๆ รอจังหวะดีๆ คงหางานทำในกรุงเทพฯ ได้ มีคนบอกว่าที่มหาชัยมีงานให้ทำ พวกผู้ชายเขาไปเป็นแรงงานหาปลาลงเรือไปกินนอนอยู่ในเรือ พวกผู้หญิงก็ทำในโรงงานอาหารทะเลแช่แข็ง ดีจังมีงานให้ทำเยอะแยะเลย แต่คนช่างฝันอย่างฉันฝันไกลกว่า ฉันฝันว่าจะได้ทำงานในร้านอาหารที่กรุงเทพฯ มีเจ้านายใจดีสอนงานให้ ถึงเงินเดือนจะน้อยแต่ก็มีที่อยู่ที่กินให้ฟรี ได้อยู่กับคนพูดภาษาเดียวกันกับฉัน เวลามีปัญหาจะได้ปรึกษากันไม่เหงาดี ขอแค่ให้ได้ทำงานไปนานๆ ไม่ต้องเปลี่ยนงานเปลี่ยนที่อยู่บ่อยๆ ฉันก็พอใจแล้ว อยู่ในร้านอาหารก็มีอะไรให้กินไม่เคยอด บางวันยังมีทิปที่ลูกค้าใส่ถาดไว้ให้เอาไว้ซื้อของใช้ส่วนตัว ส่วนเงินเดือนทั้งหมดก็คงส่งให้ที่บ้าน ช่วงเทศกาลเจ้านายก็ให้ลากลับไปเยี่ยมครอบครัวได้ ฉันชอบเมืองไทย ถึงคนไทยใจดีจะมีน้อย แต่ก็ยังพอมี ฉันรักเมืองไทยกับในหลวง เพราะได้ให้ชีวิตใหม่กับฉัน มาอยู่ที่นี่ฉันไม่ต้องใช้ความหวังมากนักเพราะความเกื้อกูลที่คนที่นี่มีให้ฉันมันมากกว่า …

เจนนิเฟอร์ คิ้ม