ไลฟ์สไตล์

ต้อนรับ...นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายฯ"คนใหม่"วรพันธ์ โลกิตสถาพร

ต้อนรับ...นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายฯ"คนใหม่"วรพันธ์ โลกิตสถาพร

15 มิ.ย. 2554

พลันที่มีการเลือกตั้งนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายฯ "คนใหม่" ในช่วงกลางดึกวันศุกร์ที่ผ่านมา แฟนๆ ที่ซื้อ "คม ชัด ลึก" จะได้รู้จักนายกคนใหม่ก่อนใคร แถมยังจะรู้ข้อมูลด้วยว่า เขาชนะคู่แข่งมาด้วยคะแนนเสียง 114 ต่อ 103 คะแนน

นายก ที่ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีคนนี้จะเป็นใคร และมีมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาการอ่านการเขียนของสังคมไทยแค่ไหน ตามไปพบกับเขาเลยค่ะ

 “ผมเชื่อว่าสังคมไทยอยู่ได้ด้วยปัญญา...อ่านหนังสือสร้างตน อ่านหนังสือสร้างชุมชน อ่านหนังสือสร้างชาติ” คำกล่าวของ วรพันธ์ โลกิตสถาพร นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยคนใหม่หมาด ตอกย้ำถึงแนวทางในการพัฒนาหนังสือเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมไทย

 “การจะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ต้องพัฒนาแต่ละหน่วยของสังคมให้ดีก่อน คือถ้าหากครอบครัวดี ชุมชนดี ผมเชื่อว่าประเทศชาติย่อมเจริญ เพราะเราไม่ได้อยู่อย่างเอกเทศ แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมด้วย นี่เป็นหลักคิดที่ผมยึดถือมาตลอด ส่วนตัวผมทำกิจกรรมเพื่อส่วนร่วมมาตั้งแต่สมัยเรียนเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ พอเรียนจบได้ทำงานก็เข้าไปเป็นตัวแทนบริษัทในการเป็นกรรมการสมาคมเพื่อพัฒนาวิชาชีพด้านนั้น เมื่อมีโอกาสมาทำธุรกิจหนังสือก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในสมาคมผู้จัดพิมพ์และจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด” วรพันธ์ กล่าวถึงแนวคิดที่ยึดมั่น

 และด้วยความที่นั่งแท่นเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด แน่นอนว่าต้องรักและเอาใจใส่หนังสือตัวจริง

 “ผมเป็นคนรักการอ่าน หากจะบอกว่า ‘การอ่านคือชีวิต’ ก็คงไม่ผิดนัก สำหรับแนวคิดในการทำงาน อย่างแรกที่คำนึงถึงคือ เราจะทำหนังสือดีๆ ได้อย่างไร เพราะผมคิดว่าหนังสือต้องให้ภูมิปัญญา ให้ความรู้ และให้ความบันเทิง คือต้องมีทั้งสองฟังก์ชัน ที่สำคัญหนังสือต้องไม่ทำร้ายสังคม คือไม่ชี้นำคนอ่านไปในทางที่ผิด ต้องให้ประโยชน์แก่ผู้อ่านและสังคม เมื่อเรามาอยู่ตรงนี้แล้วจะทำอย่างไรให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่าน จะทำอย่างไรให้คนไทยมีนิสัยรักการอ่าน เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ”
 
 “เราพยายามผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านขึ้นในสังคม หัวใจของวัฒนธรรมคือว่า เกิดนิสัย เกิดพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการจะสร้างวัฒนธรรม จะต้องทำอย่างต่อเนื่องให้ยั่งยืนและถาวร วิธีการก็คือเข้าไปกระตุ้นตั้งแต่ในวัยเด็ก ซึ่งกลไกในการสร้างวัฒนธรรมการอ่านจะต้องมีหนังสือดี สิ่งแวดล้อมที่เหมาะต่อการอ่าน มีคนอ่าน ปัจจัยทั้งหมดนี้ต้องมีให้ครบ”

 อีกภารกิจหนึ่งของเขาคือการมีส่วนร่วมผลักดันให้ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหนังสือโลก (World Book Capital) ในปี 2556

 “สำหรับเรื่องนี้ผมเคยผลักดันเมื่อครั้งที่เป็นเลขาธิการสมาคม แต่ไม่สำเร็จ เพราะเราเป็นองค์กรเอกชน ไม่สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายได้ตามข้อกำหนด ต่อมาจึงเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยร่วมสนับสนุนให้ กทม.เป็นมหานครแห่งการเรียนรู้ ตอนนี้เป็นช่วงการนำเสนอแผนงานกับองค์การยูเนสโก โดยท่านผู้ว่าฯ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้เดินทางไปยื่นหนังสือเข้าร่วมการแข่งขัน ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่ง กทม.มีแผนในการดำเนินงานเรื่องการส่งเสริมการอ่านระยะยาว ตั้งแต่ปี 2010-2014 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญ คือไม่ว่าจะได้เป็นเมืองหนังสือโลกหรือไม่ กทม.ก็มีแผนในการส่งเสริมการอ่าน ผมคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางให้จังหวัดอื่นๆ หันมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง” วรพันธ์ให้ความเห็น 

 นอกจากการร่วมสร้างสังคมแห่งการอ่านแล้ว นายกคนใหม่ยังได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการพัฒนา “นักเขียน” ว่านักเขียนก็คือต้นน้ำในธุรกิจหนังสือ ซึ่งมีผลต่อสายน้ำทั้งสาย

 “เรื่องการพัฒนานักเขียน ผมมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น นักเขียนก็เหมือนกับต้นน้ำของธุรกิจหนังสือ นักเขียนแข็งแรงมีคุณภาพก็ได้ผลงานที่ดีออกมา กองบรรณาธิการ เปรียบเหมือนกลางน้ำ ที่ต้องกลั่นกรองให้บทประพันธ์ถูกต้องตามหลักภาษา เป็นเหมือนกระจกเงาส่องผลงานของนักเขียน เหมือนกับผู้กำกับที่ทำหน้าที่กำกับการแสดงของนักแสดง และถ้ามีทีมงานออกแบบที่ดี วางอาร์ตเวิร์กสวยงาม ผลงานที่มีเนื้อหาดีโดนใจผู้อ่านหนังสือก็ขายได้"

 เพราะท้ายที่สุดการที่คนอ่านจะตัดสินใจควักกระเป๋าซื้อหนังสือ ขึ้นอยู่ที่เนื้อหาเป็นหลัก การตลาด โปรโมชั่นเป็นเพียงส่วนเสริม หนังสือดีทำให้คนอยากอ่าน และเกิดความรู้ เกิดปัญญา

 “ผมอยากให้คนไทยอ่านหนังสือให้มากๆ สำหรับนักอ่านมือใหม่ หากได้อ่านนิยายจะเป็นการดี เพราะนิยายเปรียบได้เหมือนยาน้ำเชื่อมที่กินง่าย นิยายก็เหมือนกันครับอ่านง่าย ที่สำคัญนิยายไม่ได้มีแต่ความบันเทิง แต่ยังแฝงแง่คิดบางอย่าง ซึ่งคำพูดคำเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ บางคนเป็นทุกข์เพียงแค่อ่านหนังสือก็เจอทางออก” วรพันธ์แนะพร้อมกับกล่าวถึงทิศทางของธุรกิจหนังสือในอนาคตว่า

 “ส่วนตัวผมคิดว่าธุรกิจหนังสือยังมีอนาคตไกล แม้บางคนอาจจะวิตกกับ อี-บุ๊ก หรือไลฟ์สไตล์ ที่เปลี่ยนไป และด้วยแรงบีบของกระแสโลก ทุกคนก้าวทันเทคโนโลยีได้ สำคัญคือต้องมีปัญญา และปัญญา เกิดขึ้นได้ด้วยการอ่านหนังสือ ดังนั้นหนังสือยังอยู่ได้อีกนาน ผมเชื่อว่าสังคมไทยอยู่ได้ด้วยปัญญาครับ”

 “ถามว่าพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือยัง ต้องบอกว่าดีใจกับสิ่งที่มันเป็นมากกว่า และคาดหวังจะทำให้ดีกว่าเดิม ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในแง่ของงานหนังสือ และกิจกรรมเพื่อส่วนรวม”

 นี่แหละคือวิสัยทัศน์ของนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายฯ "คนใหม่" เขาล่ะ