
คุณค่าแห่งรัชสมัยสัมผัสได้ในหนึ่งวัน
ก้าวย้อนเวลายลความปีติยินดีอีกครั้ง สัมผัสความงดงามและอารยธรรมของงานวิจิตรศิลป์ฝีมือบรรพชนผ่านพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ในนิทรรศการหมุมเวียนเฉลิมพระเกียรติ "ร้อยนิทรรศน์ ยลรัตนโกสินทร์" รูปแบบมัลติมิเดีย 3 มิติ
อีกทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งได้รับรู้เรื่องราวของลำดับขั้นตอนพระราชพิธีโบราณอันยิ่งใหญ่ อาทิ พระราชพิธีราชาภิเษก ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับพระมหากษัตริย์ไทย รวมถึงพระราชพิธีสำคัญอีกมากมาย แฝงไว้ด้วยความสนุกและเรื่องราวความรู้ของศิลปะที่หาชมได้ยาก
ในวันเปิดงานที่ห้องนิทรรศการหมุนเวียน อาคารนิทรรศรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินวันก่อน ได้กูรูด้านผ้าโบราณ และงานศิลปะ อย่าง อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ พาเที่ยวชมส่วนต่างๆ พร้อมเล่าความเป็นมาของประวัติศาสตร์และพระราชพิธีโบราณ โดยเฉพาะการเลือกพระราชพิธีสำคัญของพระมหากษัตริย์มานำเสนอนั้นก็เพื่อสะท้อนศิลปะและอารยธรรม ถือได้ว่าเป็นงานศิลป์ชั้นสูงของแผ่นดิน
"ผู้ที่จะจัดเตรียมเครื่องมงคลมิใช่สามัญชนธรรมดา หากต้องผ่านการเรียนรู้ฝึกฝนมาอย่างดีและถูกปลูกฝังให้มีความจงรักภักดีในการรับใช้พระราชวงศ์ ดังนั้นวัตถุที่นำมาประกอบเครื่องมงคลในพิธีจึงไม่ใด้เกิดขึ้นด้วยเงินตราใด แต่เกิดจากจิตวิญณาญของผู้จงรักภักดีและการตระเตรียมด้วยความประณีต เหตุนี้ศิลปะจึงเป็นเครื่องที่บ่งบอกถึงความเจริญทางด้านจิตใจและสังคมของประเทศ ซึ่งเป็นไปได้ว่าศิลปินต้องผ่านกระบวนการการพัฒนามาเป็นอย่างดี จึงจะสามารถสร้างเอกลักษณ์และการแสดงออกซึ่งสุนทรียภาพทางจิตใจ" กูรูงานศิลป์ คนดังขยายความ
ภายในห้องโถงที่อัดแน่นไปด้วยสาระเริ่มด้วยโซนแรกใช้ชื่อว่า "มิถุนานวกษัตริย์" นำเสนอเรื่องราวเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ช่วงเวลาอันแสนปีติยินดียิ่งของปวงชนชาวไทย ด้วยเป็นวันเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรีไทย ก่อนจะเสด็จไปศึกษาต่อยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้นเชื่อมโยงเข้าสู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พฤษภาคม 2493
ขณะที่โซน 2 ชื่อ "ฉลองฉัตร นพรัตน์แห่งแผ่นดิน" แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกนำเสนอการเตรียมการบรมราชาภิเษกซึ่งเป็นพระราชพิธีที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 4 พฤษภาคม 2493 ต่อด้วยส่วนจัดแสดงเครื่องตั้งพระแท่นมณฑลในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พร้อมเครื่องมงคลสิริราชกกุธภัณฑ์ต่างๆ
และส่วนสุดท้ายจัดแสดงเครื่องสูงในเชิญแห่ในขบวนพยุหยาตรา ซึ่งไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ความตระการตาของฉลองฉัตร นพรัตน์แห่งแผ่นดิน เพราะนอกจากความประณีตสวยงามของลวดลายแล้ว ยังอบอวลไปด้วยประวัติศาสตร์ที่ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของไทย จากคำบรรยายของ อ.เผ่าทอง สามารถมองเห็นภาพย้อนไปเมื่อหลายร้อยปีที่ไทยได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดีย ซึ่งฉัตรหรือร่มเป็นเครื่องประกอบอิสริยยศ หากกษัตริย์รบชนะแคว้นใด แคว้นนั้นต้องยกฉัตรให้เพื่อแสดงว่าเป็นเมืองขึ้น เมื่อคราวกษัตริย์เสด็จสวรรคตก็จะนำฉัตรของเมืองขึ้นมาปักรอบพระบรมศพ เพื่อแสดงถึงพระบรมเดชานุภาพเมื่อครั้งทรงออกทำสงคราม ต่อมาไทยได้เห็นว่าการนำฉัตรหลายๆ อันปักโดยรอบบรมศพดูเป็นภาพไม่งามจึงดัดแปลงฉัตรให้เป็นชั้น และกำหนดไว้สูงที่สุดเพียงเก้าชั้นเท่านั้นไม่รวมเอาชั้นที่สิบซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ของเทพยดา ต่างจากฉัตรของกษัตริย์พม่าที่ได้รวมเอาชั้นเทพยดาไว้ด้วยจึงมีถึงสิบชั้น
ซาบซึ้งเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์จนเต็มอิ่มแล้ว ผู้เข้าชมนิทรรศการยังมีโอกาสได้ชมความงามของงานศิลป์ในโซนสุดท้าย ซึ่งได้รวบรวมงาน "ช่างสิบหมู่" ประเภทวิจิตรศิลป์และประณีตศิลป์ โดยขนานนามช่างเหล่านี้ว่า "สิปป" คือ "ศิลป" เป็นงานศิลป์ที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธี ได้แก่ พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พระราชพิธีกาญจนาภิเษก และพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
และมุมนี้เองมีกิจกรรมสาธิตการทำของที่ระลึก อาทิ ช่างศิราภรณ์ หรือเขียนหน้าโขน ช่างติดทองประดับกระจก ช่างปูนปั้นสด ช่างลายรดน้ำ เป็นต้น ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจศิลปะได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น และทุกวันเสาร์ของเดือนยังได้จัดเสวนาโดยวิทยากรผู้ทรงความรู้ด้านงานศิลป์ ทั้งนี้ สามารถสัมผัสงานศิลป์ที่บอกเล่าเรื่องราวผ่านพระราชพิธีได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 13 กรกฎาคม
เรื่อง... "พัชราภรณ์ พลายงาม"



