
1สิทธิ์1เสียง"พลังบริสุทธิ์"วอนนักการเมือง"พูดจริง ทำจริง"
นับถอยหลังอีก 18 วัน (3 กรกฎาคม 2554) การเลือกตั้งใหญ่ระดับชาติจะเกิดขึ้น ณ เวลานี้คนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ ทุกคนล้วนเฝ้ารอยลโฉมรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ อย่างวัยนิสิต นักศึกษา พลังเสียงอันบริสุทธิ์ ที่สังคมมองว่าไม่ให้ความสนใจการเมือง หา
ณัฐพล ดวงวงษา หรือ นัด นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาของการเลือกตั้งยอมรับว่านโยบายทุกพรรคการเมืองดีมากดีหมดทุกอย่าง แต่เมื่อเข้ามาบริหารกลับไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดตอนหาเสียง และปีนี้อีกเช่นกัน หวังว่าจะได้รับข่าวดีด้านการพัฒนาการศึกษาไทย หลังจากผ่านฝันร้าย มีหลายนโยบายล้มเหลว ปีนี้จึงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย โดยภาครัฐให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างจริงจัง ในเรื่องการปรับหลักสูตรในระบบ ให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันพบว่าเนื้อหาหลักสูตรค่อนข้างล่าสมัย ไม่สามารถนำความรู้มาใช้ได้จริง หากปรับปรุงหลักสูตรจะช่วยให้ผู้เรียนรู้ทันโลก
"ตามที่ได้ดูได้เห็นนโยบายแต่ละพรรคนำเสนอ ทุกพรรคดีมากดีหมดเลย แต่จะทำได้ไหมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งผมหวังลึกๆ ว่า นักการเมืองไม่จำเป็นต้องทำให้ดีที่สุด แต่ขอให้ลงมือทำก็พอ เพราะการลงมือทำมันย่อมดีกว่าคำพูดอย่างเดียว และเชื่อว่าหากอยุธยายังไม่สิ้น ประเทศไทยก็ยังมีนักการเมืองดี ที่พร้อมและรอจะพัฒนาประเทศชาติให้เดินหน้าพัฒนาต่อไป" ณัฐพล กล่าว
ศุภมิตร เจริญวิริยะภาพ หรือ เบียร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา (บมส.) กล่าวว่า ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยตั้งหน้าตั้งตาสอนให้นักศึกษาออกหน้าชุมชนเกือบทั้งหมด จนลืมไปว่าชุมชนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ เพราะต้นทุนของเราอยู่ที่ชุมชน ยอมรับว่ากระบวนการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัยดีอยู่แล้ว แต่อยากให้ส่วนกลางจัดทำระบบให้มหาวิทยาลัยเรียนรู้ร่วมกับชุมชน เพราะฐานเศรษฐกิจของประเทศคือ "อุตสาหกรรมการเกษตร" อีกทั้งการได้ลงมือปฏิบัติจริง จะทำให้จำได้ดีมากกว่าการท่องจำจากตำราเล่มหนา แต่ปัจจุบันเรากำลังเผชิญอยู่กับระบบท่องจำ ส่งผลให้นักศึกษาที่จบออกมา ไปทำงานเป็นลูกจ้างรับช่วยนายจ้างนอกบ้านเกือบทั้งหมด ทั้งๆ ที่ความจริงเรามีต้นทุนทางปัญญา ที่บรรพบุรุษถ่ายทอดมาถึงรุ่นลูกหลาน ขณะเดียวกันการพัฒนาการศึกษาต้องควบคู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้ทันยุคโลกาภิวัตน์
"ผมเชื่อว่าตอนนี้เราทุกคนมีหลักเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ในใจอยู่แล้ว ซึ่งนักการเมืองก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ แต่ผมไม่ได้คาดหวังว่านักการเมืองต้องขาวสะอาด 100% แต่ขอให้ทำในสิ่งที่พูดไว้ตอนหาเสียงก็พอ อยากให้ผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศยึดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแบบอย่าง ที่พระองค์จะไม่ออกมาพูด แต่จะออกมาทำ" ศุภมิตร กล่าว
โสฬส ประชารุง หรือ ไอซ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) สะท้อนว่า การศึกษาไทยในปัจจุบัน ทุกสถาบันการศึกษาล้วนมีคณาจารย์ที่มีคุณวุฒิทั้งสิ้น แต่ยังมีปัญหาเพราะนักศึกษาไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้เต็มประสิทธิภาพ เพราะกลุ่มคณาจารย์เหล่านี้สอนนอกเวลาเพื่อหารายได้เสริมส่วนตัว ซึ่งเหตุการณ์นี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ เหล่านิสิต นักศึกษา จึงอยากให้มีมาตรการเป็นแนวเดียวกัน เพื่อให้นิสิต นักศึกษา ได้รับการสอนที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งการเรียนการสอนไม่ควรจะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียว ควรอัดหลักสูตรที่มีกิจกรรมเสริมนอกห้องเรียนเข้าไปด้วย อย่างที่ว่า "การเรียนทำให้คนมีงานทำ แต่กิจกรรมทำให้คนทำงานเป็น" ซึ่งจะสอดรับกับอนาคตข้างหน้าการศึกษาไทย ต้องยกระดับให้เป็นนานาชาติ เพราะในปี 2558 ประเทศไทยเราจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
ปิดท้ายด้วย ฉัตรนภา อินทานนท์ หรือ แจม นายกสโมสรนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ระบบการศึกษาช่วงนี้ เป็นช่วงเปลี่ยนแปลง ทดลองวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ โดยนักเรียน นิสิตนักศึกษาเป็นเครื่องมือในการทดลอง ซึ่งเกิดความไม่เท่าเทียมกับกลุ่มนักเรียนรุ่นนี้ แต่ละคนได้ความรู้ ตามหลักสูตรที่แตกต่างกัน แต่วัดด้วยข้อสอบชุดเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรบ่อยๆ ทำให้ปรับตัวไม่ทัน เพราะการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ไม่ได้เกิดได้เพียงปีหรือสองปีเท่านั้น ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน จึงควรมีการวิจัย ทดลอง และคิดให้รอบคอบ ก่อนตัดสินใจ และไม่มองว่า การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรใดๆ เป็นเพียงแค่การสร้างผลงาน สร้างชื่อเสียง เพื่อได้การยอมรับ ได้รับคะแนนเสียง ได้รับเลือกตั้งมาเป็น ส.ส. ในวาระหน้าอยากให้ผู้ใหญ่มองการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะนักเรียนที่จบไปในช่วงการเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้รับความรู้ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับรุ่นอื่นๆ และในอนาคตเด็กรุ่นนี้จะได้รับผลกระทบอย่างมากกับชีวิตการทำงานในอนาคต เพราะเยาวชนเป็นกลุ่มคนที่จะเข้ามาพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไป
"หนูคิดว่าถ้าทำได้จริงอย่างที่พูด ประเทศเราคงพัฒนาไปตั้งนานแล้ว แต่ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนก็ไม่สามารถทำได้จริง เพราะการเมืองตอนนี้ ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่เชื่อถือไม่ไว้วางใจนักการเมืองที่เข้ามาทำงาน เพราะภาพที่ปรากฏในผลงานของนักการเมืองแต่ละคนมีช่องโหว่ ไม่โปร่งใส มีการคอรัปชั่น ซื้อสิทธิ์ ซื้อเสียง และยังมีกลุ่มคนเสื้อต่างๆ ที่เข้ามามีอิทธิพล ผลงานที่เกิดขึ้นเกิดจากการเอาใจกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศจริงๆ" นายกสโมสรนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในที่สุด
0 ขวัญเรียม แก้วสุวรรณ 0 รายงาน



