
เตือนภัย โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชน ระวังอันตรายจากโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หลังพบตัวเลขผู้ป่วยทั่วประเทศในรอบ 3 ปี มากกว่า 2000 รายต่อปี และเสียชีวิตกว่า 30 รายต่อปี
ประชาชนกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอดส์ วัณโรค ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น คนที่นิยมบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ ต้องเฝ้าสังเกตอาการหากพบมีไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก คอแข็ง ต้องรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที
ปัจจุบันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่ประชาชนต้องให้ความสำคัญ และเฝ้าระวัง ในประเทศไทยจากรายงานการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา พบการเกิดโรคในกลุ่มผู้ป่วย 4 กลุ่ม ได้แก่
1.ผู้ป่วยโรคไข้กาฬหลังแอ่น ปี 2554 (ถึงเดือน พ.ค.) พบป่วยจำนวน 11 ราย และยังไม่พบการเสียชีวิต
2.ผู้ป่วยวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ปี 2554 (ถึงเดือน พ.ค.) พบ ป่วย 302 ราย ตาย 1 ราย
3.ผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิ ปี 2554 (ถึงเดือน พ.ค.) พบป่วย 63 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต
4.กลุ่มที่ไม่ได้ระบุ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อราและพยาธิ ปี 2554 (ถึงเดือน พ.ค) พบป่วย 661 ราย เสียชีวิต 5 ราย
โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เยื่อหุ้มสมองมีการตอบสนองต่อการติดเชื้อ และเกิดการอักเสบตามมา การอักเสบนี้อาจลุกลามไปสู่เนื้อสมอง ทำให้เกิดสมองอักเสบ และเนื้อเยื่อโพรงสมองอักเสบได้
สาเหตุของโรค
เกิดจากเชื้อโรค 4 ชนิด ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิ ซึ่งการติดเชื้อจากแบคทีเรียจะพบได้มากที่สุด โดยมีกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอดส์ วัณโรค ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ เช่น คนที่นิยมบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อจากพยาธิตัวจี๊ด หรือพยาธิหอยโข่ง แล้วมีโรคแทรกซ้อนตามมา
กระบวนการที่ทำให้เกิดอักเสบส่วนใหญ่จะเกิดจากตัวเชื้อโรคเอง และกลไกของร่างกายที่พยายามทำลายเชื้อโรค แล้วย้อนกลับมาทำลายตัวเอง เรียกว่า สร้างการอักเสบให้ตัวเอง หรือ เกิดการติดเชื้อในคนที่บาดเจ็บบริเวณส่วนใบหน้า กะโหลกศีรษะแตกจากการบาดเจ็บ เชื้อโรคจากภายนอกอาจเข้าไปในสมองโดยตรง จนเกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมอง ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อของหูชั้นกลาง (หูชั้นกลางอักเสบ) ไซนัส (ไซนัสอักเสบ) มีฟันผุ หรือการบีบสิวอักเสบบนบริเวณใบหน้าก็เป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้เช่นกัน
อาการเบื้องต้น
ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนมาก และคอแข็ง ผู้ป่วยมักจะบ่นปวดทั่วศีรษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลามีการเคลื่อนไหวของศีรษะ เช่น ก้มศีรษะ ซึ่งมักจะปวดติดต่อกันหลายวัน กินยาแก้ปวดไม่ทุเลา ส่วนอาการไข้ อาจมีลักษณะไข้สูงตลอดเวลา หรือไข้เป็นพักๆ ผู้ป่วยจะมีอาการกระสับกระส่าย สับสน ซึมลงเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดสติ
นอกจากนี้ยังอาจมีอาการกลัวแสง เห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก แขนขาเป็นอัมพาต หรือชักติดต่อกันนานๆ ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อาการอาจไม่ค่อยชัดเจน อาจมีไข้ กระสับกระส่าย ร้องไห้เสียงแหลม อาเจียน ชัก กระหม่อมหน้าโป่งตึง อาจไม่มีอาการคอแข็ง คอ หากไปพบแพทย์ไม่ทันเวลา หรือวินิจฉัยโรคได้ช้าผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้
การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
1.ทำร่างกายให้แข็งแรง
2.หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ฉีดวัคซีน หรือเป็นโรคที่คิดว่าธรรมดา เช่น หูน้ำหนวก ฟันผุ เป็นหวัด ไซนัส ควรรักษาอย่างต่อเนื่องให้หายขาด เพื่อยับยั้งไม่ให้เชื้อแพร่เข้าไปสู่สมอง หรือกระแสโลหิต
3.สังเกตอาการแสดงของโรค คือ มีไข้ ปวดศีรษะมาก คอแข็ง อาเจียน ต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ เพื่อป้องกันเชื้อพยาธิด้วย
นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค
โทร. 0-2590-3862



