ไลฟ์สไตล์

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า"เสียงลูก"พ่อแม่ต้องเปิดหัวใจรับฟัง

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่า"เสียงลูก"พ่อแม่ต้องเปิดหัวใจรับฟัง

13 มิ.ย. 2554

"เด็กติดเกม หนีโรงเรียน เผาโรงเรียน ติดยาเสพติด สอบตก ผิดหวังความรักแล้วคิดสั้น ท้องก่อนวัยอันควร ทำแท้ง มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเพราะครอบครัว โรงเรียนและสังคมให้ความเข้าใจ เวลาและโอกาสแก่เด็กน้อยเกินไป

 พ่อแม่คิดให้ลูกหมดว่าจะเรียนอะไร  อนาคตทำงานอะไร   ทำให้เด็กเป็นทุกข์ ซึ่งทุกปัญหาของเด็กมีเหตุผลซ่อนเร้นอยู่เสมอ   เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ทั้งนั้น  แต่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยทำความเข้าใจเพราะมีอคติและมองเป็นลบไปหมดแล้วจะแก้ปัญหาได้อย่างไร" รศ.นพ.ชิษณุ พันธุ์เจริญ อาจารย์ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานศูนย์ฝึกอบรมทักษะการสื่อสาร รพ.จุฬาลงกรณ์วิเคราะห์ถึงปัญหาเด็กไทยยุคใหม่

 "รศ.นพ.วิษณุ" มองว่าทุกวันนี้แต่ละครอบครัวมีลูก 2 คนคือ "ลูกในอุดมคติ" กับ "ลูกตัวจริง" หากลูกตัวจริงเป็นลูกในอุดมคติเป็นคนดี เรียนเก่งและได้รับรางวัล พ่อแม่ก็จะถูกใจและรัก   ถ้าลูกตัวจริงไม่เป็นไปตามลูกในอุดมคติก็จะไม่ชอบใจ ไม่ค่อยรัก แต่ พ่อแม่ยุคใหม่เลี้ยงลูกเหมือนเด็กเล็กมาตลอด ด้วยความรักและห่วงใย ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อลูก เน้นพัฒนาให้เด็กเก่ง จึงให้เรียนพิเศษและวิชาสารพัด เช่น กีฬา ดนตรี  ศิลปะ และลูกถูก "ฝากเลี้ยง" อยู่ที่โรงเรียนและโรงเรียนกวดวิชา ไม่ได้พัฒนาให้ลูกเป็น "คนดี เก่งและมีความสุขไปพร้อมกัน" เพราะคิดว่าขอให้เรียนจบได้ปริญญา เมื่อมีงานที่ดีชีวิตก็จะมีความสุข

 "เด็กรุ่นใหม่ต้องเป็นคนที่มีคุณภาพทั้งเป็นคนดี เก่งและมีความสุข ที่ผ่านมาเด็กเก่งมากมายทำร้ายตัวเอง อยู่อย่างไม่มีความสุข ดังนั้น ความเก่ง ความดีและมีความสุข จึงต้องให้สมดุลกันโดยฝึกให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเอง ครอบครัวซึ่งควรปลูกฝังตั้งแต่เป็นเด็กเล็กๆ เช่น งานบ้านต้องสนุกเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย พร้อมกับฝึกความมีระเบียบวินัยไปด้วย" 

 การเลี้ยงลูกนั้นต้องไม่ "อบรมสั่งสอนแบบยัดเยียด" ต้องเลี้ยงโดย "พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีและเป็นกำลังใจให้แก่ลูก" ลดคำพูดเสียดสี ประชดประชันดุด่าว่ากล่าวโดยไม่จำเป็นเพราะการนำลูกไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจะทำให้คุณค่าในตัวเด็กหายไป จะต้องใช้ "ความรัก" บวก "ความเข้าใจ" ซึ่งความเข้าใจจะเกิดขึ้นพ่อแม่ต้องหยุดพูดและรับฟังลูกโดยใช้วิธี "ชวนลูกคุย"   เริ่มต้นจากการเล่าเรื่องตัวเองก่อนแล้วค่อยๆ ถามลูก ซึ่งพ่อแม่ต้องใจเย็นและอดทน ทำให้การคุยเป็นเรื่องสนุก ไม่ใช่ไปซอกแซก คุกคามและคอยจับผิดลูก

  ที่สำคัญที่สุด พ่อแม่ต้องทำตัวให้พร้อมเสนอที่จะรับฟังเรื่องราวต่างๆ ของลูก โดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นประเด็นปัญหา เช่น ลูกทะเลาะกับเพื่อน การเรียน แล้วทำความเข้าใจปัญหาและความรู้สึกของลูก ช่วยเหลือลูกแก้ปัญหาให้ดีที่สุดโดยช่วยให้ลูกคิดแก้ไขปัญหาเพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าโดยเฉพาะวัยมัธยมมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ทำให้พ่อแม่ตกกระป๋อง เด็กวัยนี้เชื่อเพื่อน และครูมากกว่าพ่อแม่

 ดังนั้น สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำคือ "เอาใจตัวเองไปใส่ในใจวัยรุ่น" คิดว่าเด็กคิดอย่างไรและ "เคารพในความเป็นลูก" เช่น ลูกเลิกเรียนแล้วยังไม่กลับบ้าน ควรเริ่มต้นคำถามที่แสดงความรักและห่วงใย เช่น แม่เป็นห่วงหนูนะ ตอนนี้อยู่ไหน หากลูกจำเป็นต้องกลับบ้านค่ำเพราะซ้อมกีฬา ทำกิจกรรมที่โรงเรียน พ่อแม่ลูกก็ควรมานั่งคุยกันแบบประชาธิปไตยแล้ว "ตั้งกฎระเบียบร่วมกันที่ทุกคนยอมรับได้" เมื่อใช้กฎไปได้ระยะหนึ่งก็มานั่งคุยกันใหม่เพื่อปรับใหม่ให้เหมาะสม

  "รศ.นพ.วิษณุ" ชี้ถึงปัญหาใหญ่ของวัยรุ่นที่พ่อแม่กังวลใจนอกจาก "การเรียน" แล้ว ก็คือ การ "คบเพื่อนต่างเพศ" ซึ่งพ่อแม่ต้องสอนให้ลูกชายรู้จักให้เกียรติ ช่วยเหลือและไม่เอาเปรียบผู้หญิง และเด็กผู้หญิงสอนให้รู้จักรักนวลสงวนตัว ไม่ไปไหนมาไหนหรืออยู่กับผู้ชายสองต่อสอง

 "พ่อแม่ต้องให้เวลาลูกและทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ออกกำลังกาย ไปเที่ยว ทำกับข้าวโดยเฉพาะเด็กเล็กนั้นการอ่านนิทานก่อนนอนให้เด็กฟังเป็นสิ่งที่สุดยอด ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่กับทีวีนานๆ ขณะที่เด็กดูทีวีพ่อแม่ควรอยู่กับลูกและอธิบายให้ฟังเพื่อให้เด็กเข้าใจในสิ่งที่ดู สิ่งสำคัญในการดูแลลูกวัยรุ่นคือพ่อแม่ต้องตัดลูกในอุดมคติทิ้งไป  ลดความหวังในตัวลูกลง ดูแลเด็กตรงหน้าให้ดีที่สุดและให้เขาได้พัฒนาศักยภาพเต็มที่ เมื่อลูกมีปัญหาไม่ว่าลูกจะทำผิดอะไร ทุกข์ขนาดไหน พ่อแม่ยินดีรับฟัง ช่วยเหลือลูกเสมอต้องแสดงจุดนี้ให้ลูกเห็น" รศ.นพ.วิษณุ แนะทิ้งท้าย

   ทั้งนี้ สนใจปรึกษาปัญหาเด็กและวัยรุ่นและเข้าร่วมกิจกรรม เช่น การสานสัมพันธ์ในครอบครัว ค่ายครอบครัว ฯลฯ  ติดต่อศูนย์ฝึกอบรมทักษะการสื่อสารโทร.0-2256-3312, www.chulacc.com และโครงการจุฬาคิดส์คลับ โทร.0-2256-4000 ต่อ 3312, www.chulakid.com

 0 ธรรมรัช   กิจฉลอง 0 รายงาน